ข่าว

มาร์คตอบคำถามอินเตอร์ชิพปชป.ชี้ชีวิตไม่ปลอดภัย

มาร์คตอบคำถามอินเตอร์ชิพปชป.ชี้ชีวิตไม่ปลอดภัย

06 พ.ค. 2553

“นายกฯ”ตอบคำถามอินเตอร์ชิพปชป. ชี้ชีวิตยังไม่ปลอดภัยระบุชัดวิกฤติการเมืองยังรุนแรง ยอมรับไม่ต้องการยุบสภาไปเป็นฝ่ายค้าน เผยหลังประกาศวันเลือกตั้งผู้สนับสนุนพรรคส่ง sms ด่า " เฮงซวย " เเต่จากนั้นโทรฯไปทำความเข้าใจจนทุกอย่างดีขึ้น มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้าป

 (6พ.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต้อนรับและตอบข้อซักถามกับบรรดาอินเตอร์ชิพพรรคประชาธิปัตย์ รุ่นที่ 8 ในโครงการให้ความรู้และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 220 อาคารรัฐสภา 2 โดยบรรดาอินเตอร์ชิพตั้งข้อคำถามมากมาย เช่น คำถาม ที่ระบุว่า หากนายกฯย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนตัดสินใจก่อนเล่นการเมืองจนถึงวันนี้จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างตอนนี้ นายกฯยังจะตัดสินใจทำงานทางการเมืองอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นคำถามที่ดีมาก ตนคิดว่าคงตัดสินใจเหมือนเดิม เมื่อย้อนกลับไป 30 ปี ที่แล้วก็ยังไม่มีเรื่องอย่างเช่นการเกิดสถานการณ์ทุกวันนี้ ตนมองว่าสิ่งหนึ่งสำหรับการเมือง คือ ทุกคนต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมืองว่า คือความไม่แน่นอนสูง ใครคิดว่ามาทำงานการเมืองแล้วควบคุมสภาวะแวดล้อม กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในการทำงานทางการเมืองได้ ต้องกลับไปทบทวนดูใหม่ อย่างเช่นบางคนคิดว่า การมาทำงานการเมืองเพราะสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ และเมื่อมาเป็นนักการเมืองก็จะมีแก้ในเรื่องที่ตนสนใจเรื่องเดียวคงเป็นไปไม่ได้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การลงสมัครเลือกตั้ง อย่างไรก็ต้องพบกับความหลากหลาย ความต้องการของประชาชนที่มีความต้องการแตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งมาทำงานฝ่านบริหารหรือเข้ามาในฝ่ายสภาแล้วจะไม่สามารถเลือกได้ ว่าเราจะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในสิ่งที่ตัวเองรู้ เพราะปัญหาที่เราต้องแก้ไขมีหลายเรื่องมีที่มาจากปัจจัยภายนอก เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนจึงเป็นธรรมชาติของการเมืองไทย ตนยอมรับว่าน้อยคนคงไม่มีใครคาดคิดว่าการเมืองไทยจะเป็นมาอย่างที่คิดใน 1 - 2 ปีหรือ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ของการเมืองโลกเมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และที่สำคัญกว่าคือความไม่แน่นอนทางการเมืองมีสูงและยังมีบางครั้งที่บางคนบอกว่าอะไรย่อมเกิดขึ้นได้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือของเราต้องแน่นเพราะถ้าไม่แน่นก็จะไม่รอด เพราะฉะนั้นถือว่า ความไม่แน่นอนและความท้าทายจะเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทย

 เมื่อถามว่านายกฯเจอกับปัญหาหนักๆ เคยท้อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เป็นธรรมดาบางที่อาจความรู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับเรา ซึ่งตรงนี้เป็นธรรมดา แต่ว่าชีวิตและการทำงานอย่าว่าแต่การเมืองเลย ทุกเรื่องมันต้องมีอุปสรรค ถ้าไม่รู้สึกเลยก็ผิดปกติ คงไม่ใช่มนุษย์ แต่ต้องพยายามอย่าให้ความรู้สึก และอารมณ์มาเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงาน การจะบอกว่าไม่มีความรู้สึกแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้ พูดไปคงเป็นการโกหกและต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่า เราอาจจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่อย่าเอาความรู้สึกมาเป็นตัวกำหนดว่าจะทำอะไรต่อไป เราต้องตั้งหลักและใช้เหตุผลจัดการกับปัญหาแล้วจะดีที่สุด

 เมื่อถามว่า ปัญหาในปัจจุบันที่มีกลุ่มหนึ่งสนับสนุนนายกฯที่ออกมาบอกว่าไม่ให้ยุบสภา แต่พอมาวันนี้นายกฯกลับบอกว่าเดี๋ยวจะยุบสภา และกำหนดวันเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีเสียงจากประชาชนที่สนับสนุนนายกฯตำหนิว่าการตัดสินใจยุบสภาอาจทำให้พวกเขาไม่สนับสนุน และอาจไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจความรู้สึกของคนที่ให้กำลังใจ และสนับสนุนที่มีอยู่ค่อนข้างมากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รู้สึกเกรงใจว่าหลายคนนอกจากจะเชียร์และให้กำลังใจแล้วบางคนยังออกมาร่วมต่อสู้ด้วย อันนี้ตนเข้าใจดี

 “สิ่งที่ผมตัดสินใจและพยายามเดินหน้า ผมก็ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของประโยชน์ของภาพรวมของประเทศ ไม่มีนายกฯหรือรัฐบาลคนไหนชุดไหนที่วันดีคืนดีอยากจะออกมาบอกว่าให้อยู่ในตำแหน่งในครบวาระหรืออยู่ดีๆ มาตัดวาระของตัวเองลงไปเป็นปีเลย ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ผมอยากจะให้ผู้สนับสนุนได้ในสิ่งที่เขาต้องการเต็มที่ แต่ผมคิดว่าผู้ที่สนับสนุนผม เขาไม่ได้สนับสนุนผมในแง่ของตัวบุคคลเท่ากับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความถูกต้อง ซึ่งเขายึดประโยชน์ของบ้านเมือง ผมก็คิดว่าสิ่งที่ผมกำลังเดินหน้าทำอยู่มันคือประโยชน์ของบ้านเมือง เพียงแต่ว่ามุมมองอาจจะแตกต่างกันบ้างกับผู้สนับสนุนซึ่งเขาอยากจะให้เรายืนหยัดในลักษณะที่จะอยู่ครบวาระ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว เเละว่า พูดถึงการยุบสภา ตนไม่ได้พูดถึงในลักษณะที่กลุ่มที่มาชุมนุมเรียกร้อง หรือจะกล่าวได้ว่าพวกเขามาชุมนุมเพื่อไล่ตน แต่ที่พูดถึงว่ายุบสภา โดยที่กำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ 14 พ . ย . ก็อยู่บนเงื่อนไขหลายอย่างที่จะไปสู่ตรงนั้น ซึ่งคิดว่าหากเงื่อนไขเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและมีการเลือกตั้งก็คิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศ ตนก็ต้องยืนยันตนทราบดีว่าคนที่รักมากจะโกรธมากที่สุด

 “อันนี้ทราบดี เพราะมีประสบการณ์ที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ต้องเดินหน้าทำความเข้าใจ หลายคนเมื่อทำความเข้าใจแล้วก็ดีขึ้น เรียนตรงๆ ว่าผมก็เจอเฉพาะ SMS อย่างเดียวก็แย่แล้ว เขาส่งมาว่า ” ไอ้เฮงซวย เคยสนับสนุนมึง ” ตรงนี้ผมได้โทรกลับไปพูดด้วย 2 - 3 คำทุกอย่างก็ดีขึ้นส่วนใหญ่ มีโทรกันมาเป็นร้อยคน เท่าที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีคนเดียวที่ไม่พอใจ ที่เหลือเข้าใจมากขึ้น บางคนอาจจะเข้าใจ แต่ยังไม่เห็นด้วยก็บอกว่าตรงนี้ต้องไปพิสูจน์ด้วยอนาคตว่าข้อเท็จจริงอะไรจะเกิดขึ้น ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคนที่สนับสนุนเรา เราไม่ใช่จะไม่ฟังและถ้าไม่มีเขาเราก็ไปนานแล้ว แต่วันนี้เรากำลังจะบอกเขาว่า เขาต่อสู้เพื่อส่วนรวม น่าจะลองพิจารณาดูหน่อยว่าที่เราทำเพื่อส่วนรวมใช่หรือไม่ และถ้าใช่ก็ขอให้เข้ามาร่วมการคิดและต่อสู้ต่อไป ถ้าเขาคิดว่ามันไม่ใช่หรือในที่สุด มันพิสูจน์ว่าไม่ใช่ ตนไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวม ตนก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว และเมื่อมาถึงวันนี้ ตนก็ไม่คิดว่าคนที่เขาขับไล่ตนจะหันมารักคนที่รัก ตนก็อาจจะไล่เสียด้วยซ้ำแต่ตนมองว่าถ้าเราพยายามหาจุดที่ทำให้ทุกคนในประเทศไทยมาอยู่ร่วมกันได้ มันย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนจะพอใจ ตรงกันข้ามวันที่ 3 พ . ค . ซึ่งตนพูดถึงข้อเสนอนี้ ตนพูดประโยคหนึ่งที่ว่าเป็นไปได้ด้วยซ้ำที่ข้อเสนอของตนอาจจะไม่ถูกใจใครแม้แต่เดียว แต่ถ้าคิดถึงเรื่องการปรองดอง

 “ถ้าคิดให้ดี ข้อเสนอที่จะปรองดองได้จริงทุกคนต้องมีส่วนทั้งที่พอใจและไม่พอใจ แต่อย่าไปปรองดองกับความผิด นั่นคือเหตุผลที่ตนยืนชัดว่าความผิดทางอาญา ความผิดทางกฎหมายไม่มีการนิรโทษกรรม ดำเนินคดีต่อทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต คือ บางคนคิดมากเพราะบางทีเห็นพันธมิตรฯแถลงข่าวว่าในอดีตนั้น ไม่มีการนิรโทษกรรมคดีในอดีต แต่อนาคตต้องไม่มีด้วยนั้น อันนั้นเป็นการคิดไปเอง ตนยืนยันว่าทุกอย่างต้องเดินต่อตามปกติ ในแง่ของการรักษากฎหมายส่วนบางคนก็หงุดหงิดบอกว่าและพวกก่อการร้าย คำถามก็คือว่าถ้าเรารักประชาธิปไตย เราบอกว่ารักษากฎหมาย เราเจอผู้ก่อการร้ายเราจะทำอะไร ผมยังไม่เห็นกฎหมายมาตราไหนอนุญาตให้ผมส่งคนเข้าไปยิงผู้ก่อการร้ายทิ้ง สุดท้ายก็ต้องจับกุมแล้วดำเนินคดีผ่านกระบวนการผ่านศาล ผมว่าข้อเสนอผมจะสามารถทำให้เราจับกุมหลายคนที่ก่อการร้ายได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมีเด็กและผู้หญิงมาล้อมหลายคน ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด ทำความเข้าใจไม่สำเร็จงานเดินไม่ได้ ผมก็ต้องรับผิด ผมไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง รอดหรือไม่รอดผมก็ต้องรับไป เป็นเรื่องที่ผมต้องรับผิดชอบผมก็ต้องหาทางเลือกอื่นที่ผมต้องรับผิดชอบ”นายกฯกล่าว

 เมื่อถามว่าตั้งแต่ปีที่แล้วนายกฯได้เจอปัญหาหลายอย่าง อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ โรฮิงญา การชุมนุมของคนเสื้อแดง เเละเหตุสงกรานต์เลือดทั้ง 2 ปี นายกฯ มีแรงบันดาลใจมาจากไหน นายอภิสิทธิ์ พึมพำสั้นๆ ว่า “ ปีหน้าอยากจะฉลองสงกรานต์เงียบๆ สักปี ไม่รู้จะได้หรือไม่” จากนั้นจึงได้กล่าวว่า ตนตัดสินใจเข้ามาสู่การเมืองด้วยความคิดว่ามีความท้าทาย และอยากจะพยายามเปลี่ยนแปลงสังคม ตนถือว่าตนโชคดีที่ได้รับโอกาสให้ทำในสิ่งที่อยากจะทำด้วยการเริ่มต้นที่พรรคส่งลงเลือกตั้ง ทั้งๆที่ตนอายุและประสบการณ์ยังน้อย แม้ว่าจะเคยมาช่วยงานพรรคตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ประชาชนก็ให้โอกาสมาเป็น ส . ส . สภาก็ให้โอกาสมาเป็นนายกฯ ตนนึกไม่ออกว่าตนจะมีสิทธิอะไรไปบอกว่ามันไม่เป็นธรรมกับตัวเอง ชีวิตเราไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย เราเลือกเองและได้รับโอกาสและเราก็ต้องใช้โอกาสนั้นให้ดีที่สุด อย่างที่กล่าวไว้ถ้าเราทำสำเร็จก็เท่ากับว่าเราได้ทำในสิ่งเราตั้งใจจะทำ ถ้าไม่สำเร็จจะโทษใครไม่ได้ก็ต้องโทษตัวเอง เเละ กลับบ้านเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ชีวิตตนก็มองง่ายๆ แบบนี้ว่า ตนอยากมีชีวิตที่ดีในความหมายที่ว่ามีครอบครัวอบอุ่น การทำงานก็ทำอย่างที่เราอยากจะทำให้เต็มความสามารถ ส่วนทำแล้วสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา ถ้าเรายอมรับตรงนี้ๆได้เราก็มีความสบายใจในระดับหนึ่ง

 เมื่อถามว่าในฐานะที่มานั่งในตำแหน่งนายกฯ มีอะไรที่ดูแล้วตลก ๆ ขำๆบ้าง และกับนายศิริโชค โสภา ส . ส . สงขลา พรรคประขาธิปัตย์ ที่เห็นตัวติดตัวนายกฯตลอดเวลานั้นทำไมจึงสนิทกันขนาดนี้ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนตอบคำถามว่า เรื่องที่ตลกคือเรื่องของนายศิริโชค และขอแก้ข่าวด้วยตนไม่เคยเดินตามนายศิริโชค มีแต่นายศิริโชคมาเดินตามตน เพราะเป็นเสรีภาพในการเดินทางที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ต้องถามนายศิริโชคว่าไม่มีที่ไปหรืออะไร ตนตอบแทนไม่ได้ เเต่นายศิริโชคเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจงานการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หลงทางในการไปเข้าพรรคอื่นๆ แล้วจึงกลับเข้ามาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ การที่ดูไม่ค่อยเหมือนคนอื่นนั้น เป็นประโยชน์ตรงนี้ นายศิริโชค เป็นคนที่สนใจประเด็นต่างๆ และได้ศึกษาจริงจัง พยายามที่จะให้ข้อเสนอแนะและความที่คิดไม่เหมือนคนอื่น ทำให้ตนมองว่าถ้าเรารู้ความคิดเขาน่าจะรู้ความคิดของทุกคน ทุกมุม เพราะเขาจะมีอะไร เป็นมุมที่ตนคิดไม่ถึง ใช้ได้ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ เเละ เมื่อนายกฯตอบคำถามนี้เสร็จผู้เข้าฟังต่างพากันหัวเราะ

 เมื่อถามว่า เมื่อนายกฯตัดสินใจยุบสภาแล้วมีความมั่นใจแค่ไหนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการจะให้ยืนยันนั้น ตนตอบไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่มีอะไรแน่นอน รู้แต่ว่าตนไม่ได้ตั้งใจยุบสภาไปเป็นฝ่ายค้านแน่ ตรงนี้ก็ต้องสู้การเมืองในที่สุดแล้วก็ต้องไปสู้การที่เลือกตั้งไม่ปีนี้ก็ปีหน้า ดังนั้นพรรคก็จะเตรียมการให้ดีที่สุด ก็จะเป็นหน้าที่พรรคการเมืองต้องมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

 เมื่อถามว่า อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะเป็นนักการเมืองได้ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการจะทำอะไรให้ได้ดีต้องรักในสิ่งที่ทำ ตนไม่เคยแนะนำให้ใครมาทำงานในที่ที่ตัวเองไม่รัก แล้วเมื่อถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรนั้นก็ต้องบอกตรงๆ ว่า บางครั้งหากไม่ลองก็จะไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากตำราหรืออะไรต่างๆ อาจจะไม่สามารถบ่งบอกอย่าแท้จริงว่ามันคืออะไร จะเป็นอย่างไร ก็ต้องมาทำ คนที่มาลงรับเลือกตั้งก็จะต้องได้รับความสนใจและสิ่งแรกที่จะต้องบอกสำหรับคนที่มาเล่นการเมืองคือ ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่ชอบลองไปลงสนามลงพื้นที่ให้แน่ใจก่อนหรือห้ามมาทำอะไรเล่นๆ ให้ทำจริง อย่างเช่นที่ผ่านมาคนที่มีชื่อเสียงในสังคมมาลงเลือกตั้ง ตนถามว่าพร้อมที่จะอุทิศเวลาเท่าไร อย่างไร เขาตอบกลับมาว่าง ถ้าว่างจากอีกงานหนึ่งจะมา ตนเลยบอกกลับไปว่าถ้าจะมาทำงานการเมืองต้องทำให้เต็มที่เต็มเวลา ทำให้หลายคนสนับสนุนคนที่รัก เเต่คนโกรธหนีไปอยู่พรรคอื่น หลายคนตนคิดว่าการเมืองคืออาชีพหนึ่งที่มาทำเล่น ๆ ไม่ได้ ถ้าไม่ชอบอย่าฝืน ตนไม่เคยเห็นใครทำได้ดีที่อยู่ในวงการนี้ มีแต่คนที่ทุ่มเทเท่านั้น

 เมื่อถามว่าการหาเสียงครั้งหน้านายกฯจะมีความปลอดภัยในการหาเสียงหรือไม่ และคิดว่าวันนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า " สำหรับตนแล้วจะมีชีวิตยาวอีกสักระยะ และการที่ถามว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยัง ตนคิดว่าต้องอยู่อีกสัก 20 - 30 ปีคงจะตอบได้ ตั้งใจว่าชีวิตคงไม่สิ้นสุดลงที่การเมือง ตอนนี้อายุ 46 ปี และเมื่ออายุ 50 ปี ต้นๆ จะเริ่มคิดถึงอาชีพอื่นได้ ส่วนการหาเสียงจะปลอดภัยหรือไม่ คงไม่ต้องไปถึงหาเสียง ทุกวันนี้ก็มั่นใจอยู่แล้วว่าชีวิตไม่ปลอดภัย แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อมันเป็นแบบนี้เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด กลัวก็ไม่ได้ แต่ไม่ควรประมาท ต้องฟังเสียงคนที่รับผิดชอบตรงนี้มากขึ้น บางครั้งแม้จะฝืนใจเรา เราก็ต้องฟัง อย่างเช่น เขาแนะนำว่า งานนี้สงสัยจะไปไม่ได้ แม้อยากจะไป ก็ต้องไม่ไป แต่ตอนหลังมาเริ่มงานขึ้นเพราะเจ้าของงานบอกเองว่าไม่ต้องไปก็ได้ เดี๋ยวงานเขาจะไม่ปลอดภัย "

 นายอภิสิทธิ์  ได้กล่าวต่อ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า ตน คงต้องดำรงอยู่อีกสักระยะหนึ่งเพราะความขัดแย้งรุนแรงมาก และยังเป็นเหตุผลที่รุนแรงมาก เราต้องหาทางออกและฝ่าวงล้อมวิกฤติให้ได้จริงๆ ถ้าปล่อยให้การเมืองเป็นอย่างนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ชีวิตนักการเมืองและชีวิตของประชาชนจะไม่ปลอดภัย เพราะทุกคนไปไหนก็จะกลายเป็นว่ามีศัตรู มีคนเกลียดชัง และจะรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันวิธีการของคนที่ก่อความรุนแรงบางทีก็พลาด บางทีก็ใช้วิธีก่อวินาศกรรม ก่อการร้าย ทำให้ไปโดยประชาชนผู้บริสุทธิ์ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ต้องเร่งหาทางออกจากปัญหาให้ได้โดยเร็ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนที่จะจบการตั้งคำถามนั้น มีการให้กำลังใจนายกฯโดยระบุว่า " จากที่ติดตามข่าวพบว่ามีฝั่งหนึ่งบอกว่านายกฯเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด อำมหิต อีกฝั่งหนึ่งกลับบอกว่าเป็นนายกฯที่ไร้เดียงสาเ เละเป็นนายกฯที่ไม่กล้าตัดสินใจ พวกตนอยากจะบอกสั้นๆว่าเราไม่ได้แค่ให้กำลังเท่านั้น แต่เราเข้าใจท่านด้วย "