ข่าว

กรมชลเตรียมฟื้นโครงการผันน้ำโขงมาใช้ในภาคอีสาน

กรมชลเตรียมฟื้นโครงการผันน้ำโขงมาใช้ในภาคอีสาน

06 พ.ค. 2553

กรมชลประทาน รื้อฟื้นโครงการผันน้ำโขงเข้าภาคอีสานอีกครั้ง จ้างบริษัทที่ปรึกษาตระเวนขอความเห็นชอบจากทั้งหน่วยราชการ และประชาชน หลังจากที่ ครม.อนุมัติโครงการและคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติ มีความเห็นชอบในหลักการ คาดว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณก้อนโต 2 แสนล้านบาท

 เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ที่ห้องประชุม โรงแรมเซนทารา นายอำนาจ  ผการัตน์ ผวจ.อุดรธานี เป็นประธานในการเปิดประชุมกลุ่มจังหวัดยุทธศาสตร์ โครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม  และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ของโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมชลประทานและ บริษัท ปัญญา  คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการการศึกษาโดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย เข้าร่วมประชุม

           นายสะดมภ์  อินทะแสน ผอ.สนง.ชลประทานที่ 5 อุดรธานี ซึ่งเป็นตัวแทนของกรมชลประทาน กล่าวว่าจาการที่รัฐบาลไทยมีแนวคิดโครงการผันน้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 และได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำในรูปแบบต่างๆมาเดป็นระยะๆ และเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 ครม.มีมติให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ โครงการจัดบริหารจัดการน้ำโขง-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วงภาคตะวันนอกเฉียงเหนือ  ทั้งนี้ทางกรมชลประทานได้มอบหมายให้บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้ดำเนินการ

           “ช่วงเวลา 7 เดือนที่ผ่านมานั้น ทางกรมชลประทานก็ได้มีการปรึกษาหารือกับบุคคลระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสรุปได้ว่าในระดับนโยบายเห็นด้วยกับแนวความคิดเชิงยุทธศาสตร์ในการผันน้ำโขงมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อผลประโยชน์ของชาติ”
 
          นายอำนาจ ผวจ.อุดรธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคอีสานประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรมาโดยตลอด เพราะเนื่องมาจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ฝนตกไม่สม่ำเสมอ กระจายไม่ทั่วถึง  ซึ่งจากการที่รัฐบาลและกรมชลประทานฯมีโครงกาสรที่จะผันน้ำโขงมาใช้ในภาคอีสาน น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในภาคอีสาน และยกสภาพชีวิตให้ดีขึ้นในอนาคต
 
           “หากสามารถหาน้ำมาให้ภาคอีสานได้ จะเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคอีสานมากยิ่งขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการปลูกพืชทกแทนพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน และพืชเศรษฐกิจหลัก คือ ข้าวนาปรัง อย่างไรก็ตามตัวโครงการจะต้องมีความเห็นชอบจากทุกส่วน โดยเฉพาะประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม”
 
 นายอำนาจ  กล่าวอีกว่า เสียดายที่แหล่งน้ำในภาคอีสานที่มีเป็นจำนวนมาก ไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เพราะการดำเนินการโครงการใด ๆ ในประเทศไทย มักที่จะได้รับการคัดค้านจากฝ่ายต่าง ๆ ที่ไม่เห็นชอบด้วย ทำให้เสียโอกาสไปในหลายโครงการ เช่น โครงการเหมืองแร่โพแตสที่อุดรธานี ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 30 ปี แล้ว ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้
  
            ดร.เลิศ จันทรภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่อโครงการดังกล่าวว่า เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องใช้เวลาหลายปีและใช้เงินงบประมาณ ประมาณ 8 แสนล่านบาท ในการดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยโครงการที่จะเริ่มต้นทำอุโมงค์ที่บริเวณปากน้ำเลย ที่ อ.เชียงคาน  จากนั้นก็จะใช้วิธีแรงโน้มถ่วงไปลงแหล่งน้ำต่างๆ ในภาคอีสาน

 “ที่ผ่านมาในภาคอีสานมีฝนตกและไหลลงแม่น้ำโขงในแต่ละปีนั้นมีจำนวนมากกว่า 50,000 -60,000 ล้าน ลบ.ม.  แต่โครงการดังกล่าวนั้น จะทำการผันน้ำจากแม่น้ำโขงไม่เกิน 25,000 ล้าน ลบ.ม.ต่อปีเท่านั้น  และน้ำส่วนใหญ่ยังคงไหลไปลงสู่แม่น้ำโขงในอีสานใต้เหมือนเดิมด้วย”

          กรณีที่จะขัดแย้งเพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศนั้น ดร.เลิศ กล่าวยืนยันว่า สามารถทำได้ เพราะได้มีการปรึกษาหารือกับคณะภาคีลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีปฎิณญาหัวหินเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่ให้ความเห็นว่าไม่น่าจะมีความขัดแย้ง เพราะการนำน้ำเอามาใช้ในลุ่มน้ำเดียวกัน