
พันธมิตรฯหารือ"มาร์ค"ค้านการยุบสภา
อภิสิทธิ์คุยพธม.เสื้อหลากสีพรุ่งนี้ ชี้นักการเมืองเก่งแค่ไหน ถ้าบ้านเมืองไม่สงบก็อยู่ยาก "จตุพรยกโมเดลยุติปัญหาพธม. นปช. ปชป. พท. ภท. ทหารลงสัตยาบัน
(6พ.ค.) ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แก่ นายพิภพ ธงไชย และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เดินทางมาพบภายหลังที่ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโรดแม็พว่า “เดี๋ยวก็มาเจอ ให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็มาคุยกันวันนี้ ส่วนกลุ่มเสื้อหลากสีขณะนี้ยังอยู่ต่างจังหวัด จะมาเจอในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 10.00 น.”
พธม.จี้ถามจุดยืนเดิมหวั่น“นิรโทษกรรม”
หลังพบกันประมาณ 2 ชั่วโมงนายปานเทพ กล่าวว่า ได้หารือถึงภาพรวม เพื่อชี้แจงในจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา ที่จะนำไปผูกกับการปฏิรูปประเทศ เพราะไม่ได้คลี่คลายวิกฤตของชาติอย่างแท้จริง เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าสิ่งที่พันธมิตรฯกังวล เรื่องการเจรจาระหว่างรัฐบาลและฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ยังยึดถือคำพูดเดิมว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรม หรือการจับมือเพื่อตั้งพรรคร่วมรัฐบาล ยังคงยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า เราได้เสนอข้อความคิดเห็นของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ว่าการประกาศยุบสภาล่วงหน้าอาจทำให้กลุ่มก่อการร้าย กลุ่มติดอาวุธ พวกอันธพาล อาจทำความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้ กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่เนื่องจากการโอนภารกิจดังกล่าวไปให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงดูแล ทำให้ก.ตร.และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังห่วงถึงการบังคับใช้กฎหมาย ว่าการประกาศยุบสภาล่วงหน้าทำให้ข้าราชการเกียร์ว่าง รวมถึงการปฏิรูปทางการเมืองทั้งเรื่องการป้องกันการทุจริต การแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ใช่ว่าในระยะเวลา 4 เดือนครึ่งนี้จะดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ รวมถึงการใช้สื่อรัฐ รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนเลื่อมใส ศรัทธาในการนำเสนอข้อมูลจากสื่อรัฐอย่างแท้จริง
ซึ่งนายกฯพยายามอธิบายและยืนยันว่าหากสถานการณ์ยังไม่เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนก็จะไม่ยุบสภา รวมถึงจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะมีการเจรจาต่อรอง เพื่อฟอกความผิดให้พรรคประชาธิปัตย์
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อยังมีความเห็นต่างกันอยู่จะให้เวลารัฐบาลสร้างความปรองดองนานแค่ไหน และทางพันธมิตรจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป นายปานเทพ กล่าวว่า เรื่องความเห็นต่างเราไม่มีหน้าที่ที่จะตัดสินใจ โดยนายกฯยังคงคิดว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ แต่การเคลื่อนไหวคงต้องขอมติภายในกลุ่มพันธมิตรฯอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีความเข้าใจในตัวนายกฯมากขึ้นหรือไม่ และยังคงเรียกร้องให้มีการทบทวนกรอบเวลาในการยุบสภาหรือไม่ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า เรายังคงยืนยันขอให้นายกฯทบทวนกรอบเวลา และกระบวนการที่จะไปเจรจากับกลุ่มที่มีปัญหา รวมถึงเรื่องการเจรจาในผลประโยชน์ของนักการเมืองกันเอง ซึ่งนายกฯก็ยังยืนยันว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้ฝ่ายใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรายืนยันนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดความสูญเสีย แต่การดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับแกนนำ และผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสลายการชุมนุม ทั้งนี้ นายกฯยังพูดชัดเจนว่าความปรองดองจะเกิดไม่ได้หรือไม่สงบจริงการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ก็เกิดไม่ได้
“ปานเทพ” ปัด เอี่ยว “กมม.” ยันมาในนาม “พธม.”
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคการเมืองใหม่พร้อมเลือกตั้งหรือไม่ที่นายกฯประกาศวันเลือกตั้ง 14 พ.ย. นายปานเทพ กล่าวว่า เรามาพบนายกรัฐมนตรีในนามของกลุ่มพันธมิตร เราไม่ได้มาในนามของพรรคการเมือง ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคการเมืองใหม่ไม่พร้อม นายปานเทพ กล่าวว่า เราไม่มีการพูดกันเรื่องพรรคการเมืองเลยจึงไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพราะว่าประชาชนที่มาเคลื่อนไหวครั้งนี้เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเข้าสู่อำนาจรัฐอยู่แล้ว ส่วนการพบกันครั้งนี้จะทำให้บรรยากาสดีขึ้นหรือไม่นั้น โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า ก็เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและกัน
“พิภพ” รับ “พธม.” กังวลใจแกนนำทราบ เผย พร้อม กำหนดท่าทีอีกครั้ง
ด้านนายพิภพ กล่าวว่า ที่มาวันนี้ไม่ใช่มาเจรจา แต่มาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทั้งสองฝ่าย เคารพความเห็นซึ่งกันและกัน นายกฯไม่ได้ก้าวก่ายความเห็นของพันธมิตรฯ เพียงแต่เรามาขยายความถึงความกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปใหญ่ของสังคม ซึ่งการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 14 พ.ย.ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน แต่นายกฯก็ยืนยันว่าจะหาทางสร้างกลไก เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปใหญ่ของสังคมให้สำเร็จ แม้รัฐบาลนี้จะพ้นไปไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องกันว่าเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมการศึกษา ควรยกมาเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องแก้ไขโดยด่วน ส่วนระยะยาวต้องแก้ที่โครงสร้าง ต้องมีการสร้างกลไกขึ้นมา โดยไม่ให้เงื่อนไขการเลือกตั้งมาเป็นอุปสรรคใหญ่ สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรจากนี้ไปเราจะนำข้อหารือที่ได้พูดคุยกับนายกฯไปแจ้งให้แกนนำทราบ และจะนัดหารือกำหนดท่าทีกันอีกครั้ง
ชี้นักการเมืองเก่งแค่ไหนถ้าบ้านเมืองไม่สงบก็อยู่ยาก
ที่รัฐสภานายอภิสิทธิ์ กล่าวให้โอวาทแก่กลุ่มยุวชนประชาธิปไตยรุ่นที่ 1 และ 2 จำนวน 320 คน ว่า กลุ่มเยาวชนที่มาในวันนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองอยู่แล้วว่าเรื่องของการเมืองและบ้านเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน ทั้งนี้ขอย้ำว่าความสำคัญของการเมืองตลอดชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันเผยแพร่ เพราะเชื่อว่าคงมีหลายคนในรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
“ผมจึงได้ย้ำว่าถ้าบ้านเมืองหรือการเมืองไม่ดี สุดท้ายชีวิตของพวกเราก็ไม่มีทางสงบ”นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า เราอยู่ในสังคมอยู่กับคนหมู่มาก เราอาจจะตั้งใจและมีความสามารถหรือคิดว่าเรื่องของเราเราดูแลได้ แต่ข้อเท็จจริงคือการใช้ชีวิตของเราต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น ถ้าสังคมไม่สงบ เศรษฐกิจไม่ดี บ้านเมืองวุ่นวาย แม้พวกเราจะเก่งจะดีขนาดไหนก็ยากที่จะมีชีวิตที่ดีได้ ฉะนั้นทุกคนจึงมีความจำเป็น เรียกได้ว่าเป็นหน้าที่ในการทำเรื่องนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการเมือง ถ้าเราไม่สนใจติดตามข่าวสารก็เป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เห็นได้ว่าในปัจจุบันความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการที่รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน ด้านเดียว หรือไม่รู้จักที่จะกลั่นกรอง ซึ่งนับเป็นปัญหาที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไข และเป็นหนึ่งในแผนการปรองดองที่ได้ประกาศไป
“ต้องดูแลกันว่าจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างไร ไม่ให้นำไปสู่ความแตกแยก ความเกลียดชัง และแย่ที่สุดคือเรื่องของความรุนแรง ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากให้เรียนรู้เป็นพิเศษและเป็นสิ่งที่บ้านเมืองต้องการที่สุดคือการมีจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย ทั้งนี้คงไม่สามารถอธิบายได้หมดว่านักประชาธิปไตยมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง แต่หัวใจจริงๆ ของเรื่อง สุดท้ายคือคนเป็นนักประชาธิปไตยต้องเคารพความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกๆ คน ไม่ว่าคนนั้นจะคิดเหมือนหรือต่างจากเราอย่างไร
“ถ้าเราเริ่มต้นจากหลักของการเคารพความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน เราก็จะได้คำตอบเองว่าในระบบการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราควรจะปฏิบัติตัวเองหรือปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างไร ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองจนสร้างความเดือดร้อนแก่คนทั้งประเทศคือการที่เราไม่สามารถสร้างนิยมนี้ได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้คือต่างฝ่ายต่างยึดว่าตัวเองถูกต้อง ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ถูกต้องก็เข้าทำลายล้าง ซึ่งไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตย เพราะวิถีที่ถูกต้องคือต้องมีทางออกที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ไม่นำไปสู่การทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้ยาก
“สังคมประชาธิปไตยที่ดีสุดท้ายทุกคนต้องมีที่ยืน สามารถที่จะดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะทำอะไรได้ตามใจชอบ กฎกติกาต้องมี และทุกคนต้องเคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฎหมาย ซึ่งหากใครไม่ปฏิบัติตามก็ต้องได้รับโทษ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลักการประชาธิปไตย มีฝ่ายหนึ่งยึดแต่การเลือกตั้ง ซึ่งก็ถูกเพราะคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน คะแนนเสียงหนึ่งเสียงย่อมต้องเท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้ง หรือเสียงข้างมากจะสามารถทำได้ทุกสิ่ง หรือเป็นฝ่ายถูกต้อง เพราะหากเสียงข้างมากให้ไปทำในสิ่งที่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นถูกต้อง
“ความผิดก็ยังคงเป็นความผิด แต่ในขณะเดียวกันการพูดถึงการยึดมั่นในกฎหมายก็ต้องดำเนินการไป แต่คงไม่ได้หมายความว่าไม่มีกระบวนการทางการเมืองในการหาข้อยุติในเรื่องที่เป็นความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย”
ไทมส์ยก"อภิสิทธิ์"ถือไพ่เหนือ"นปช."
นิตยสารไทมส์ แสดงทรรศนะ ผ่านบทความเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในประเทศไทย โดยเผยว่า แผนปรองดอง 5 ข้อ ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ ถูกประณามว่าเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แต่กลับทำให้นายกรัฐมนตรีของไทย ถือไพ่เหนือกว่ากลุ่มผู้ชุมนุม และอาจทำให้ นายกรัฐมนตรีของไทย เป็นรัฐบุรุษในวิกฤตการณ์ครั้งนี้
นิตยสารชื่อก้องโลก เชื่อว่า แผนปรองดอง จะเป็นการหาทางออกที่ทำให้ประเทศชาติ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และยังเปิดช่องทางลงให้กับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ไม่ต้องการเสี่ยงต่อเผชิญหน้ากับการใช้กำลังสลายการชุมนุม และการกระทำครั้งนี้ ยังเป็นการรักษาภาพพจน์ที่ดีของรัฐบาลได้ด้วย
นปช.พ้อพธม. แย่งไล่“มาร์ค”
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. เปิดเผยถึงท่าทีของนายอภิสิทธิ์ที่เรียกกลุ่มพันธมิตรฯเข้าไปปรึกษาที่ห้องทำงาน บริเวณรัฐสภา หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์คัดค้านการยุบสภาไม่เห็นด้วยกับแนวทางปรองดอง พร้อมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าขบวนการในการนับสองยังไม่อาจเริ่มต้นขึ้นได้ เพราะมีคนออกมาแสดงความคัดค้าน เป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ต้องไปจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ เองให้เรียบร้อย และหากนายกฯ พร้อมที่จะหักกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันนี้ ช่วงเย็นแกนนำจึงจะเริ่มนับสองในการปรึกษากันเพื่อหาทางออกด้วยความปรองดอง ขอถามว่าคนเสื้อแดงทำอะไรผิด เพราะขับไล่รัฐบาลมาดีๆ อยู่ๆ มีคนอื่นจะมาแย่งไล่แทนได้อย่างไร
"จตุพร”ยกโมเดลยุติปัญหาพธม. นปช. ปชป. พท. ภท. ทหารลงสัตยาบัน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ กับกลุ่มพันธมิตรฯจะต้องไปว่ากันว่าจะเอาอย่างไร แต่ในส่วนของคนเสื้อแดงกับรัฐบาลนั้น หากรัฐบาลประกาศความชัดเจนเราก็พร้อมที่จะเดินหน้าการเจรจาอย่างเปิดเผยในรายละเอียดของทั้ง 5 ข้อ ซึ่งคนเสื้อแดงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะที่ผ่านมาเราโดยเบี้ยวมาหลายครั้ง จนทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดขึ้นอีก ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงไม่ผลีผลามตัดสินใจอะไรลงไป การจะทำอะไรจึงต้องรอบคอบ เพราะเราไม่มีสิทธิรู้เลยว่าระหว่างทางกว่าที่จะไปถึงการยุบสภานั้นอะไรจะมีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้คนในพรรคประชาธิปัตย์ มีบางกลุ่มที่ไม่อยากให้มีการเดินหน้าตามโรดแม็พ และบางกลุ่มต้องการเอาคืนในภายหลัง เราจึงไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าระหว่างทางที่คนเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปก่อนโดยไม่ได้พิจารณาอะไรนั้น จะมีบางกลุ่มมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ยุบสภาอีกหรือไม่ หรือระหว่างที่เจรจากันไป กลับมีการส่งซิกให้มีการยุบพรรค แล้วโรดแม็พจะมีความหมายต่อไปหรือไม่ ซึ่งแต่ละจุดมีปมซ่อนเงื่อนอยู่จากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลเอง ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เกิดความรอบคอบ และความจริงกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นหนึ่งมิตรชิดใกล้ การพูดคุยอะไรคงไม่ยาก และหากต้องการให้ทุกอย่างยุติลงหลังกระบวนการของรัฐบาลกับคนเสื้อแดงเสร็จสิ้น ก็ควรมีผู้ใหญ่สักคนเป็นคนกลาง แล้วให้ พันธมิตรฯ นปช. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และทุกพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกองทัพ จะต้องมาลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคการเมืองไหนก็ต้องให้สิทธิพรรคการเมืองนั้นบริหารประเทศ” นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า สาเหตุที่กองทัพจะต้องมาร่วมลงสัตยาบันยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะที่ผ่านมากองทัพไม่เป็นปกติ จนทำให้ประชาชนและทหารไม่สามารถมองตากันได้อย่างสนิทใจ และเรื่องการลงสัตยาบันนั้นก็เป็นภาระของรัฐบาล ที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับคนเหล่านั้นให้มาร่วมลงสัตยาบันกัน ซึ่งคนเสื้อแดงพร้อมที่จะดำเนินการตามโรดแม็พทุกประการอยู่แล้ว
ลั่นม็อบไม่เลิกไม่มอบตัว
นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่าหากแกนนำ นปช. ไม่มอบตัวในวันที่ 15 พ.ค. ตามที่เคยระบุ ดีเอสไอก็เตรียมจะดำเนินการตามแนวทางที่เตรียมไว้ ว่า การที่แกนนำเคยประกาศว่าจะเข้ามอบตัวในวันที่ 15 พ.ค. นั้น เพราะคิดว่าการชุมนุมน่าจะจบลงก่อน แต่หากการชุมนุมยังไม่จบลงเราก็จะยังไม่ไปมอบตัว แต่หากจบก็จะไปมอบตัวตามที่เคยนัด



