ข่าว

รายงาน-ปชป.อย่าหยัน "เพื่อไทย" ศึกซักฟอก

รายงาน-ปชป.อย่าหยัน "เพื่อไทย" ศึกซักฟอก

18 มี.ค. 2552

การเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจากวันที่ 25-27 มีนาคม มาเป็นวันที่ 19-20 มีนาคม เรื่องสลับซับซ้อนทางการเมือง ที่แม้แต่ "เด็กอมมือ"

ยังดูออกว่า รัฐบาลหวั่นไหวการเป่านกหวีดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 29 มีนาคม ซึ่งเป็นการนัดชุมนุมหลังการลงมติ 2 วัน
 
รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ จึง "ศอกกลับ" จากฝ่ายตั้งรับ มาเป็นฝ่ายรุกในทันที และไม่ยี่หระกับเสียงโวยวายของฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย ที่มองว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองที่ไม่ให้ฝ่ายค้านตั้งตัวและเป็นการหนีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ทำให้เห็นว่า "ความเก๋า" เกมการเมืองของพรรคลูกพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่มีอยู่อย่างโชกโชน ยังมีอยู่ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

 และเมื่อบวกรวมกับกุนซือการเมืองอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ที่ร่วมกันวางเกมปรับแผนกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในครั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวจึงไม่เหลือบ่ากว่าแรงและเริ่มขึ้นทันทีผ่าน "ชัย ชิดชอบ" ซึ่งทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ

 ซึ่งนายชัยมีคำสั่งให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ออกหนังสือด่วนที่สุด เปลี่ยนแปลงระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทันที ให้มีประชุมสภาเป็นพิเศษในวันที่ 19 และ 20 มีนาคมเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

 เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดาที่ฝ่ายค้าน ต้องออกมาโวยวายและปรับแผนยกใหญ่ทันทีเช่นกัน

 พร้อมกระแสข่าวรัฐบาลซื้อตัว ส.ส.ให้โหวตให้ฝ่ายรัฐบาลด้วยตัวเลข 7 หลักทันที ?????

  แต่ก็ยังไม่วาย...คุยโวว่ามีข้อมูลเด็ด ส่งผลสะเทือนรัฐบาลได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินบริจาคเข้าพรรค 285 ล้านบาท

 และเมื่อมีการอภิปราย เรื่องก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน คือ ประธานวุฒิสภารับเรื่อง ส่งไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ดังนั้น คงต้องไปลุ้นรัฐมนตรีชนิดเรียงตัวว่า ใครจะ "หมู่" หรือ "จ่า"

 ส่วนการเดินเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีการสอดรับ 3 ประสาน คือ การ "โฟนอิน" หาเสียงกับคนที่ยังจงรักภักดี และการเคลื่อนไหวในสภาผ่าน ส.ส.เพื่อไทย รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงนอกสภา ที่นัดรวมพลหลังการลงมติ 2 วัน เพื่อให้รู้ผลการโหวตลงมติอภิปรายของพรรคร่วมรัฐบาลเสียก่อน และหยั่งกระแสสังคมผ่านสื่อก่อนเช่นกัน

 ดังนั้นถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงวันอภิปราย ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกลุ่มเสื้อแดง

 เห็นได้จากคำพูดของ "จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ที่ไม่หวั่นว่า ยุทธวิธีดังกล่าวจะสามารถสกัดกั้น "กลุ่มเสื้อแดง" ได้

 แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลประเมิน กลุ่มเสื้อแดงต่ำเกินไป เพราะวันนี้กลุ่มเสื้อแดงได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างเข้มแข็งกว่าในอดีตมาก เป็นพวก “ฮาร์ดคอร์” ของจริง มีการคัดตัวในแต่ละจังหวัด เช่น หมู่บ้านละ 20-30 คน โดยที่ไม่มีค่าจ้าง มีเพียงการอำนวยความสะดวก เช่น ค่ารถและอาหาร

  นอกจากนี้ ยังใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกับ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" คือ มุ่งมั่นเคลื่อนไหวเรียกร้องขับไล่โจมตี มีเป้าหมายให้รัฐบาลยุบสภา เนื่องจากเชื่อว่าหากรัฐบาลยุบสภามีการเลือกตั้งใหม่ "พรรคเพื่อไทย" ก็ชนะอยู่ดี

 การเคลื่อนไหวของ "กลุ่มเสื้อแดง" จะ "ดาวกระจาย" กดดันรัฐบาลให้ยุบสภา ที่บริเวณหน้ารัฐสภา ตามด้วยการปิดล้อมบริเวณทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะย้ายไปชุมนุมกดดัน กกต. เพื่อบีบให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แบบไม่ชนะไม่เลิกรา

 แม้ว่า "สุเทพ เทือกสุบรรณ" จะเย้ยผ่านสื่อไปยัง "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ว่าไม่รู้สึกตื่นเต้น เป็นเรื่องขำๆ

 แต่การชิงไหวชิงพริบทางการเมืองครั้งนี้ รัฐบาลก็ไม่ควรประมาทฝ่ายค้าน

 เพราะถึงแม้ว่าจะไม่เก่งโวหารเจ้าหลักการ แต่ถ้าพูดให้เห็นภาพแล้วสามารถโน้มน้าวใจประชาชนให้เชื่อถือได้ ก็ย่อมส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพได้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ มักตอกย้ำกับสังคมว่า เป็นนักการเมืองน้ำดี

 และ "จุดตาย" นี้ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" อาจหยิบยกเป็นข้ออ้างในการอธิบายกับผู้ใหญ่ในกองทัพได้ รู้ถึงเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องพลิกไปตามสถานการณ์ได้เช่นกัน

 ซึ่งนักวิเคราะห์ฟันธงว่า จากนี้ไปพรรคประชาธิปัตย์ คงต้องเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น เกมต่อรองทางการเมืองก็จะมีมากขึ้น

 ดังนั้น อย่าว่าแต่การสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติเลย เพราะรัฐบาลบริหารงานมากว่า 2 เดือนแล้ว "คลื่นใต้น้ำ" ภายในรัฐบาลเอง หรือความแตกแยกระหว่างกลุ่มคน 2 สี พรรค 2 พรรค ก็ยังมีอยู่ และบดบี้กันบนสังเวียนการเมือง รุกไล่กันแบบไม่ลดละ

 แต่ที่แน่ๆ แม้ "ศึกซักฟอก" จะจบลง แต่การเมืองก็ยังคงร้อนระอุแน่นอน !!!

 ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ชี้แจงต่อประชาชนเพื่อชิงความได้เปรียบและรักษา "ฐานการเมือง" ไว้ควบคู่ไปกับการใช้สื่อของรัฐแบบต่อเนื่อง

 ขณะเดียวกัน ก็ต้องวาง "ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง" เรียกว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่พรรคต้องพร้อมเข้าสู่สนามอย่างมั่นใจ โดยขยายฐานของพรรคให้ขึ้นเหนือ ล่องอีสาน แวะภาคกลางและตะวันออกให้ได้มากขึ้น อย่าหวัง "กินบุญเก่า" อยู่ที่ภาคใต้เพียงแห่งเดียว

 "เพราะสิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เสร็จเพียงข้ามคืน หากทำได้โอกาสที่พรรคจะกลับมาเป็นฝ่ายบริหารอีกครั้ง ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม"

  "ยศวดี หงษ์ทอง"