
เยือน "บ้านสิงห์ท่า" จุดเริ่มต้น "ยโสธร" แหล่งปลาส้มรสเลิศ-บั้งไฟคุณภาพดี
คนเก่งวิชาภูมิศาสตร์คงจำได้ว่า จังหวัดอะไรเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คำตอบคือ จ.ยโสธร
ในอดีตเมื่อประมาณ พ.ศ.2340 พระเจ้าวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเก่าเมืองเวียงจันทน์กับสมัครพรรคพวก ตั้งใจเดินทางอพยพไปอาศัยอยู่กับเจ้านครจำปาศักดิ์ พบว่ามีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีแม่น้ำชีไหลผ่าน ทำให้ง่ายต่อการสัญจรและติดต่อค้าขายกับเมืองใกล้เคียง อย่างอุบลราชธานี มีทำเลที่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน ได้ก่อชื่อว่า เมืองสิงห์ท่า
บ้านสิงห์ท่า ต.สิงห์ท่า อ.เมือง จ.ยโสธร เป็นย่านการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและได้เจริญขึ้นเมื่อสมัยฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลมากในภูมิภาคนี้
ในช่วงนั้นเองผู้ที่มีฐานะดี มีการนำเข้าช่างฝีมือจากเวียดนามจำนวนมากเข้ามาสร้างบ้านเรือน ทำให้บ้านเรือนมีรูปแบบศิลปกรรมแบบจีนผสมยุโรป โดยมีบานประตูและหน้าต่างเป็นไม้เนื้อแข็ง ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวสร้างด้วย ดินจากแม่น้ำชี ปัจจุบันยังคงเหลือให้เห็นบนสองข้างทาง ถนนศรีสุนทร นครทุม อุทัยรามฤทธิ์ และ วิทยธำรง
เมืองยโสธรเขตเมืองดั้งเดิมได้กลายสภาพเป็นเขตธุรกิจเมืองเก่า บ้านเรือนแม้จะเสื่อมสภาพผุพังไปบ้างตามอายุการใช้งาน แต่อีกหลายหลังก็ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี และยังมีผู้คนพักอยู่อาศัย ทุกๆ เช้าสังคมเล็กๆ แห่งนี้ยังมีผู้สูงอายุเฝ้ารอใส่บาตรข้าวเหนียว ที่ร้านซิงล่งเส็งสภากาแฟ ยังเปิดให้สมาชิกคอกาแฟมาแวะแสดงความคิดเห็นอย่างออกรสออกชาติ เป็นภาพที่เห็นกันชินตา ซึ่งหายากยิ่งในสังคมปัจจุบัน
บ้านสิงห์ท่า ยังเป็นแหล่งผลิตบั้งไฟคุณภาพดีสำหรับใช้จุดในงานบุญบั้งไฟในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟแสน หรือบังไฟล้าน และสิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างสำหรับผู้นิยมอาหารพื้นเมืองคือ ปลาส้มที่ผลิตจากปลาคุณภาพดีที่จับได้จากแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล หรือจะนั่งรถรางของเทศบาลที่ให้บริการพาเที่ยวในบริเวณชุมชน พร้อมมัคคุเทศก์บรรยายเรื่องราวของที่นี่ได้อย่างคล่องแคล่ว
ในชุมชนประกอบด้วยวัดหลายวัดที่เป็นที่นับถือของคนในชุมชนอย่างเช่น วัดสิงห์ท่า วัดคู่เมืองนี้ วัดมหาธาตุ เป็นที่ตั้งของพระธาตุอานนท์ วัดศรีไตรภูมมิ บ้านเรือนที่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา
ถ้าหากไม่ได้รับการอุดหนุนทางด้านปัจจัยกับวิธีอนุรักษ์ที่ถูกต้องและสร้างทัศนคติที่ดีต่อชุมชนของตนเองก็ยากที่ชุมชนนี้จะเป็นชุมชนที่ยั่งยืนและสวยงามต่อไปได้
"กิตตินันท์ รอดสุพรรณ"
[email protected]



