
กระบวนการปรอง "ดอง" แห่งชาติ
ด้วยข้อจำกัดทางด้านการผลิตทำให้งานชิ้นนี้ต้องเสร็จและส่งก่อนที่จะได้ยินคำตอบจากฝ่าย นปช.ต่อข้อเสนอให้มีกระบวนการปรองดองของนายกรัฐมนตรี
ขอย้ำว่านี่คือข้อเสนอว่าด้วยกระบวนการปรองดองของนายกรัฐมนตรีมากกว่าของรัฐบาล ตราบเท่าที่เรายังมองไม่เห็นว่าภาพรวมทั้งหมดก่อนถึงข้อเสนอกระบวนการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องอะไรกับอีกซีกของรัฐบาล (ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็น่าจะมีส่วนรับรู้ด้วย) ในเรื่องของการคงไว้ซึ่งกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และการกดดันการชุมนุมต่อไป
ส่วนตัวผมเองนั้นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอนั้นถือว่าเป็นทิศทางที่ดี อย่างน้อยนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ นายกฯ แสดงความจริงใจในการกำหนดวันที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นว่าเราก็พอรู้ว่าจะมีการยุบสภาเมื่อไหร่ หรือพูดง่ายๆ ว่านายกฯ สามารถแสดงออกเป็นครั้งแรกว่าจะต้องมีการยุบสภาก่อนการเลือกตั้งนั้น 30-45 วัน
และประการที่สอง นายกฯ แสดงออกให้เห็นว่าจะต้องมีคณะกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบการสลายการชุมนุมและความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุม
ประเด็นสองข้อนี้อย่างน้อยทางคนเสื้อแดงน่าจะรับได้อยู่ ส่วนเรื่องการย่นระยะเวลาให้ยุบสภาเร็วกว่านี้ไหม คงจะเป็นประเด็นต่อรองในรายละเอียด เพราะข้อเสนอเรื่องการยุบสภาของคนเสื้อแดงนั้นมี 2 ส่วน คือต้องยุบสภา และเงื่อนเวลาก็เปลี่ยนจาก 15 วัน มาเป็น 30 วัน แต่นี่ปาเข้าไปแล้ว 50 กว่าวัน และตอนนี้ข้อเสนอจากฝั่งนายกฯ ก็เร็วกว่า 9 เดือน ดังนั้นก็คงจะต้องว่ากันต่อไปในเชิงการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองนั่นแหละครับ
ส่วนข้อเสนอในองค์ประกอบของกระบวนการอีก 3 ข้อนั้น ยังคงคลุมเครืออยู่มาก ไม่ว่าจะประเด็นเรื่องการเชิญชวนทุกฝ่ายมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อไม่ให้ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือความขัดแย้งทางการเมือง (เพราะรัฐบาลคงจะต้องเผชิญปัญหาการถูกฟ้องกลับและคดีที่ยืดเยื้อจากการกล่าวหาเครือข่ายล้มเจ้าไปอีกนาน และคำถามก็คือ เราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้อย่างเหมาะสมแค่ไหน ที่จะไม่ไปถึงการก้าวล่วงไปกำหนดและตีความสถาบันกษัตริย์ตามที่เรานึกคิดเอา)
ประเด็นเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมผ่านการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะผ่านเรื่องสวัสดิการโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับความทุกข์ร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความบกพร่องเชิงนโยบายของรัฐบาลที่ผูกโยงกับการขาดความชอบธรรมของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องประเด็นทางการเมืองที่ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเขาต้องการ เพราะเขาต้องการรัฐบาลและนโยบายที่มาจากตัวแทนของเขา ไม่ใช่รัฐบาลนี้ที่ไม่ใช่ตัวแทนของเขา ซึ่งผมคิดว่าดีที่สุดคือรัฐบาลกลับไปเน้นการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นจากนโยบายเหล่านี้ และเน้นเรื่องการประเมินผลนโยบายที่รัฐบาลทำมา คงจะดีกว่าพูดอะไรที่มันเลื่อนลอยเรื่องการดึงคนทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพราะฐานคิดในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ก็มีอยู่แล้ว การดึงคนไปช่วยทำไม่ได้ในเชิงรากฐาน ถ้าฐานคิดเรื่องการช่วยเอกชนก่อนประชาชนไม่เปลี่ยน (เรื่องนี้เถียงกันได้ เพราะเป็นเรื่องฐานคิดที่ต้องเคารพกันและสู้กันเชิงหลักการ และในขณะเดียวกันคนที่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลนี้ก็คงมองว่าเรื่องความชอบธรรมนี้ไม่ใช่ประเด็น)
ส่วนเรื่องสุดท้าย เรื่องสื่อนั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเลิกปิดกั้นสื่ออย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้หมายความสื่อจะพูดอะไรก็ได้ แต่ควรจะพูดถึงว่าจะมีมาตรการที่ได้รับการยอมรับกันจากทุกฝ่ายได้อย่างไรในแง่ของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่ไม่ละเมิดและบ่มเพาะความเกลียดชังผู้อื่น อาทิ การเน้นคดีเรื่องของสื่อให้เป็นคดีเฉพาะมากขึ้น เช่น มีศาลหรือมีกรรมการอิสระในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสื่อโดยเฉพาะ หรือมีรูปแบบอื่นๆ อย่างไร รวมทั้งมีความชัดเจนว่าอะไรคือสื่อของขบวนการ และอะไรคือสื่ออิสระที่เห็นต่างจากรัฐบาล
นอกจากนี้แล้ว ประเด็นที่ยังขาดหายไปในข้อเสนอเรื่องกระบวนการปรองดองนั้นก็คือ ที่นายกฯ เสนอมาเป็นเรื่องขององค์ประกอบมากกว่า "กระบวนการ" หรือพูดให้ดูงงขึ้นอีกนิดก็คือ สิ่งที่ยังขาดคือ "กระบวนการของกระบวนการ" ที่หมายถึงว่าเราจะไปถึงสภาวะความปรองดองได้อย่างไรในแง่ของขั้นตอนต่างๆ



