ข่าว

 แสงสว่างปลายอุโมงค์

แสงสว่างปลายอุโมงค์

06 พ.ค. 2553

แนวทางการปรองดองแห่งชาติของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นจุดเริ่มต้นของทางออกแห่งปัญหาความขัดแย้งที่กินเวลานานนับเดือน

 แม้ในทางปฏิบัติจะมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ติดขัดเรื่องของเวลาและติติงเรื่องความจริงใจของรัฐบาล

 แต่ในชั้นนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการยุติปัญหาในสังคม และพาคนกลับบ้านโดยสวัสดิภาพดีมากที่สุดหนทางหนึ่ง

 ส่วนจะทำได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะแกนนำเสื้อแดงที่ต้องเชื่อมั่นในแนวทางและร่วมกันทำ 5 มาตรการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง

 สิ่งหนึ่งที่จะหลงลืมไม่ได้เลยก็คือการหาความจริงเกี่ยวกับเหตุความรุนแรง ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 22 เมษายน และ 28 เมษายน เป็นฝีมือของใครและใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

 การยุติความขัดแย้งทางการเมือง กับการค้นหาตัวผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาเป็นคนละส่วนกัน

 คดีที่เกิดขึ้นแล้วและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่ต้องดำเนินต่อไป

 ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น "เมธี อมรวุฒิกุล" หรือ "ชยุต ใหลเจริญ" และใครอีกหลายคนที่ค้นพบอาวุธสงครามอันเกี่ยวพันกับความรุนแรงในห้วงเวลาที่ผ่านมา ต้องสืบสาวไปให้ถึงต้นตอ

 คดีจะหยุดชะงักเหมือนกับเรื่องการเมืองไม่ได้ !?!

 เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลามากหน่อย คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องมีอิสระ มีเสถียรภาพ

 ที่สำคัญแม้รัฐบาลนี้จะหมดอำนาจไปและใครก็ตามที่ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อ จะต้องให้ความสำคัญและสานต่อคดีเหล่านี้

 อย่าลืมว่าทั้ง 3 เหตุการณ์มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกเขาต้องได้รับความยุติธรรม แม้จะเสียชีวิตไปแล้วคนทำผิดก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย

 ส่วนคดี "ล้มเจ้า" ก็เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาล ตำรวจ ทหาร และดีเอสไอ จะต้องทำให้กระจ่าง ใครทำผิดส่วนไหนก็ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ตามที่หลักฐานปรากฏ อย่าให้เกิดคำถามในสังคมและกลายเป็นเรื่องที่สร้างความแตกแยกให้สังคมอีก

 ถ้าเริ่มต้นทำได้ความสงบสุขที่ถวิลหาก็จะกลับคืนมา แม้มันจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววันก็ตามที

 เพราะในราตรีที่มืดมิดแสงสว่างปลายอุโมงค์เพียงน้อยนิดก็ช่วยให้เรามีกำลังใจก้าวไปให้ถึงปลายทางแห่งแสงนั้นได้ !?!

มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]