ข่าว

หวัง 6 เดือนท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว
       เอกชนสนใจเงินกู้ของรัฐ-โอดติดเงื่อนไขเอสเอ็มอี

หวัง 6 เดือนท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว เอกชนสนใจเงินกู้ของรัฐ-โอดติดเงื่อนไขเอสเอ็มอี

18 มี.ค. 2552

"ชุมพล" หวังมาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวของรัฐบาล หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมืองไทยฟื้นตัวภายใน 6 เดือน และกลับสู่ภาวะปกติในสิ้นปีนี้ ด้านเอกชนสนใจแห่ยื่นขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาล ระบุติดเงื่อนไขต้องเป็นเอสเอ็มอีทำให้หลายรายไม่มีโอกาสยื่นขอกู้

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยน่าจะฟื้นตัวได้ภายใน 6 เดือนนับจากนี้ และกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในสิ้นปี หลังจากที่รัฐบาลทยอยออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเฉลี่ย 20% ซึ่งเป็นไปในสัดส่วนเดียวกับสถานการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีจำนวนลดลงราว 20% เช่นกัน

 รมว.ท่องเที่ยวฯ ยังกล่าวกับภาคเอกชนท่องเที่ยวที่เข้ามารับฟังการชี้แจงโครงการช่วยเหลือด้านเงินกู้ แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองว่า สิ่งที่กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีหลายปัจจัย แต่สำคัญที่สุดขณะนี้คือปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้ 3 ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ คือ ท่องเที่ยว ลงทุน และส่งออก แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นสิ่งแรกที่จะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด จึงให้การสนับสนุนเต็มที่

 ทั้งนี้ ล่าสุดมาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวคือ โครงการช่วยเหลือด้านเงินกู้แก่ผู้ประกอบการวงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายดอกเบี้ย 2% เป็นเวลา 2 ปีรวมวงเงินที่รัฐบาลจะใช้ช่วยเหลือ 114 ล้านบาท เน้นช่วยกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีที่เม็ดเงินลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท

 สำหรับการเปิดชี้แจงต่อภาคเอกชนอย่างเป็นทางการถึงโครงการเงินกู้ดังกล่าวนั้น มีเอกชนท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการมารับฟังอย่างคึกคักกว่า 300 ราย โดยนำเอกสารมายื่นต่อสถาบันการเงินที่มาออกบูทในงานด้วย ซึ่งทยอยเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการนี้ถึง 31 มีนาคมนี้ ในเบื้องต้นผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวได้ยื่นขอเข้าร่วมโครงการเงินกู้นี้จำนวน 450 ราย รวมวงเงิน 1,800 ล้านบาท ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ที่สนใจมีประมาณ 20 ราย รวมวงเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งมีหลายรายต้องการเข้าร่วมแต่ติดเงื่อนไขว่าต้องเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี และมียอดขาย 200 ล้านบาทต่อปี หากแก้เงื่อนไขนี้ได้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย