
"หมอพรทิพย์"ชันสูตร3คดีบึ้มดีเอ็นเอ...ใกล้มัดตัวคนถืออาวุธ !
แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะแถลงโรดแม็พ 5 ข้อ เพื่อสร้างความปรองดองในชาติไปแล้ว แต่คดีก่อการร้ายที่สังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ และทหารก็ไม่ได้จบลงไปด้วย
หมายความว่า ผู้ก่อการร้ายในรูปของ "ชายชุดดำ" ที่ก่อเหตุร้ายแรงคุกคามความมั่นคงของประเทศหลายสิบคดี
ทุกคดีต้องมีคำตอบแก่สังคมว่า ผู้ก่อการร้ายชุดดำสวมหมวกไอ้โม่งเป็นกองกำลังของ "หัวหน้ากบฏ" คนใด !!!
โดยในจำนวนนี้มี 3 คดีใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของ พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ล่าสุด พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ชี้แจงผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุยิงจรวดอาร์พีจี เหตุยิงเอ็ม 79 ที่แยกศาลาแดง รวมทั้งผลชันสูตรศพ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเสียชีวิตหน้าอนุสรณ์สถาน
ส่วนเหตุยิงอาร์พีจีมีความชัดเจนว่า เป็นการยิงจากท่านั่ง เพราะกระถางต้นไม้บริเวณใกล้เคียงมีรอยไหม้ ส่วนสายโทรศัพท์ถูกหัวระเบิดเฉี่ยวขาดเป็นมุมเฉียงขึ้น แสดงว่ายิงเป็นวิถีโค้ง ไม่ใช่การยิงตรง
ขณะที่เป้าหมายในการยิงต้องรอผลการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่า หัวกระสุนมีระยะการยิงเท่าใดกันแน่ระหว่าง 300 หรือ 600 เมตร
หากมีระยะการยิงเพียง 300 เมตร เป้าหมายน่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม แต่ถ้าระยะยิง 600 เมตร ก็เป็นไปได้ว่าเป้าหมายจะเป็นวัดพระแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 385 เมตร
ส่วนเหตุยิงเอ็ม 79 ที่สีลม แบ่งเป็น 2 จุดหลัก คือ
1.ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง 3 ลูก คาดว่าเป็นการยิงในแนวตรง มากกว่ายิงจากอาคารสูงด้านข้างรางรถไฟฟ้า
มีความเป็นไปได้ที่คนร้ายจะยิงมาจากลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 โดยจุดที่มองเห็น "หลังคาชานชาลารถไฟฟ้า" จะเป็นจุดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ
2.ที่หน้าร้านโอบองแปง ใกล้แยกศาลาแดง พบรอยถลอกบนต้นไม้เป็นทิศทางเฉียงลงมาจากฝั่งสีลม จึงคาดว่าเป็นการยิงจากที่สูง
จากการตรวจสอบห้องสุขาบนชั้น 8 ของตึก ภปร. พบสารประกอบไนเตรท (ปุ๋ย) แต่ไม่พบสารอาร์ดีเอ็กซ์ (สารระเบิด)
เหตุยิงพลทหารณรงค์ฤทธิ์ ยังไม่อาจสรุปได้ว่า กระสุนที่ใช้เป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 หรือปืนไรเฟิล แต่ระบุได้ว่ายิงมาจากแนว "ด้านข้าง" ถนนวิภาวดีฯ ฝั่งขาออก แต่ไม่ใช่การยิงลงมาจากโทลล์เวย์
จุดซุ่มยิงเป็นไปได้ 2 จุด คือ 1.อาคารสูง ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง และ 2.ปั๊มน้ำมันในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้สื่อข่าวอัล-จาซีราห์บันทึกภาพชายชุดดำถืออาวุธสงคราม และเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง
พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ระบุว่า การตรวจสอบที่เกิดเหตุแต่ละครั้งจะใช้ทีมงานเดิมที่เคยร่วมงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก เพราะมีประสบการณ์ในเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุสูง
ส่วนขนาดของทีมงานก็แล้วแต่สถานการณ์ เช่น เหตุตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ซึ่งจับอาวุธสงคราม และเครื่องกระสุนปืนได้หลายร้อยชิ้นก็ใช้ทีมงานร่วม 50 คน โดยใช้เครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดทั้งไฟโด้ และเซเบอร์ 4000
สำหรับหลักฐานที่สำคัญที่สุดในการตรวจค้นนอกจาก 2 ผู้ต้องหา และของกลางอาวุธสงครามแล้ว "ดีเอ็นเอ" ที่ตรวจพบบนอาวุธเป็นจำนวนมากก็อาจไขปริศนาได้ว่า ใครเป็นผู้ครอบครองอาวุธสงครามเหล่านี้บ้าง
ขณะที่บิ๊กในกระทรวงตาชั่งรายหนึ่ง ยอมรับว่า ทั้ง 3 คดียากที่จะสาวไปถึงผู้ก่อเหตุ และผู้สั่งการ แต่น่าจะได้ความชัดเจนขึ้นจาก นายเมธี อมรวุฒิกุล ซึ่งทยอยให้ข้อมูลสาวไปถึงเครือข่ายก่อการร้ายจนนำมาสู่การจับกุมหลายคดี และเข้าใกล้ผู้สั่งการมากขึ้นทุกขณะ
ส่วนคดีที่ชัดที่สุด คือ คดียิงอาร์พีจี ซึ่งมีพร้อมทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุ โดยเฉพาะ "รองเท้า" ของ ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม ซึ่งพบ "สารระเบิด" ชนิดเดียวกับลูกระเบิดอาร์พีจีอย่างชัดเจน
แต่คดียิงเอ็ม 79 ยังไม่ชัด แม้จะพบสารไนเตรท แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ เพราะอาจเป็นเพียงปุ๋ยก็ได้ ซึ่งหากมีสารระเบิดด้วยก็จะช่วยยืนยันได้ชัดเจนขึ้น
ส่วนจุดที่ยิงไม่จำเป็นต้องเป็นบนตึก ภปร. แต่อาจเป็นเต็นท์ริมถนน บริเวณนอกรั้วของตึก ภปร. ก็ได้
ขณะที่คดียิงพลทหารก็ยังไม่ชัดว่าเป็นปืนสไนเปอร์หรือไม่ เพราะหัวกระสุนแตก ทำให้ยากต่อการแยกแยะ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธก็ยังไม่กล้าฟันธง เพราะเป็นไปได้ทั้งเอ็ม 16 หรือสไนเปอร์ แต่ที่แน่ๆ เป็นปืนยาว ซึ่งมีระยะการยิงไกลหลายร้อยเมตรแน่นอน
ประมวลจากข้อมูล "วงใน" ต่างๆ แล้ว คดียิงอาร์พีจีจึงน่าจะมีความหวังมากกว่าคดีอื่น แต่ก็น่าจะเข้าใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ
ทีมข่าวความมั่นคง



