
จี้ไทยเร่งพัฒนาสินค้าหนีอินโดฯหวั่นถูกชิงส่วนแบ่งตลาดอาเซียน
ม.หอการค้าห่วงอินโดนีเซียแซงหน้าไทย ชิงส่วนแบ่งสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดอาเซียน ชี้ไทยต้องเร่งเดินหน้าผลักดันนโยบายให้ชัด
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิเคราะห์ตำแหน่งการตลาดและศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมไทยในอาเซียนว่า คู่แข่งที่สำคัญของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยคือ อินโดนีเซีย หากไทยไม่เร่งพัฒนามีโอกาสที่อินโดนีเซียจะเบียดแย่งตลาดขึ้นเป็นอันดับ 3 แทนไทยได้ภายใน 1-2 ปี
"แต่ถ้าไทยเร่งเดินหน้า ไม่มีปัญหาการเมือง รัฐบาลมุ่งผลักดันนโยบายอย่างชัดเจน โอกาสของไทยที่จะหนีอินโดนีเซีย และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20% ภายใน 2-3 ปีก็มีมาก เนื่องจากไทยมีแต้มต่อที่เป็นฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมหลายประเภท มีแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ ส่วนอินโดนีเซียยังมีปัญหาด้านแรงงานค่อนข้างมาก" นายอัทธ์กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2552 สัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปตลาดอาเซียนอยู่ที่ 20.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 2.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยในตลาดอาเซียน เมื่อคิดจากฐานการส่งออกของอาเซียนด้วยกัน มีเพียง 14.6% ซึ่งมีส่วนแบ่งเป็นอันดับที่ 3 รองจากมาเลเซียที่มีสัดส่วน 31% และสิงคโปร์ 27.1% ขณะที่อินโดนีเซียที่มีส่วนแบ่งใกล้เคียงกับไทยที่ 14.4%
สำหรับกลุ่มสินค้าของไทยที่เป็นดาวเด่นในตลาดอาเซียน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีส่วนแบ่งในตลาดอาเซียนเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็น 45% โดยส่วนแบ่งทางการตลาด และมูลค่าการส่งออกไปอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสร้างรายได้ หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูง แต่มีอัตราการขยายตัวต่ำ ได้แก่ สิ่งทอ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมไม้
ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีทิศทางไม่ชัดเจน คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ผันผวน ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ พลาสติก และเหล็ก และกลุ่มที่มีแนวโน้มตกต่ำ ได้แก่ อาหารแช่แข็ง และอโลหะ
“ตำแหน่งทางการตลาดของไทยในอาเซียนอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก เพราะเราพึ่งตลาดอาเซียนเป็นหลักในการส่งออก แต่กลับมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย ซึ่งต้องแย่งส่วนแบ่งตลาดให้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ให้ได้ โดยการผลักดันกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มทำเงินให้ขึ้นเป็นสินค้าดาวเด่น” นายอัทธ์ กล่าว



