
เสื้อแดงรับปรองดองขอชัดวันยุบสภา
นปช.รับมาตรการปรองดองแต่พ่วงเงื่อนไข ให้กำหนดวันยุบสภาให้ชัดเจน ยกเลิกคุกคาม ซัดนายกฯ ไม่มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง ลั่นไม่ขอนิรโทษกรรมทั้งคดีล้มเจ้า-ก่อการร้าย จี้ดีเอสไอรับคดีสั่งฆ่าประชาชนเป็นคดีพิเศษ
ทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ด้วยการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ ตามข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน มีท่าทีที่ได้รับการตอบรับจากแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพรรคร่วมรัฐบาล
นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. แถลงผลการประชุมของแกนนำ นปช. เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 พฤษภาคม ที่เวทีการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ เกี่ยวกับข้อเสนอแผนการปรองดอง 5 ข้อ ของนายอภิสิทธิ์ว่า นปช.มีข้อสรุป 4 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้รัฐบาลไปหาความชัดเจนมาก่อนว่า จะยุบสภาวันไหนคุยกันให้จบเสียก่อน 2.นปช.ต้องการความจริงใจที่รัฐบาลสามารถแสดงออกได้ด้วยการยกเลิกการคุกคามทุกรูปแบบ 3.นปช.ไม่ขอนิรโทษกรรมให้แก่ นปช.เองในข้อหาโค่นล้มสถาบันและการก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด พร้อมสู้คดี และ 4.ต้องยุติการนำสถาบันกษัตริย์ลงสู่ความขัดแย้งในทุกมิติ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า รัฐบาลต้องไปหาความชัดเจนว่าจะยุบสภาในวันใด คุยกันให้จบแล้วจะได้คุยกันต่อ เราไม่ปฏิเสธการเข้าสู่สันติวิธี ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมคดีที่กล่าวหาก่อนหน้านี้ เราไม่ได้กำหนดให้เป็นเงื่อนไข หากการต่อสู้ของเราที่ผ่านมา รัฐกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย ล้มล้างสถาบัน ขอให้ดำเนินคดี เราจะสู้ถึงที่สุด แต่ขอให้มีมาตรฐานทั้งในคดีสังหารประชาชนในเหตุการณ์ 10 เมษายน เหตุการณ์ 22 เมษายน เหตุการณ์ 28 เมษายน ต้องไม่มีนิรโทษกรรมใดๆ เช่นกัน และขอให้ดีเอสไอรับเอาทั้งสามเหตุการณ์เป็นคดีพิเศษและดำเนินการทันที หากมีการพิจารณาอนุมัติหมายจับแกนนำ ข้อหาก่อการร้าย และข้อหาโค่นล้มสถาบัน ก็ต้องดำเนินการอนุมัติหมายจับคนสั่งทหารเข่นฆ่าประชาชนเช่นกัน
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ปฏิบัติการใดๆ ที่เกิดขึ้นจากกลไกรัฐ ย่อมเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตสิทธิเสรีภาพประชาชน ดังนั้น ขอเรียกร้องรัฐบาลยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนในทุกด้านทันที ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพการเดินทาง มีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม มีเสรีภาพในการบริโภคข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ไม่ควรมีการลิดรอนเสรีภาพสื่อของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งเป็นความจำเป็นสำคัญที่พิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า จะนำแผนผังรอบราชประสงค์ที่มีการจัดตั้งกำลังทหาร-ตำรวจ เพื่อจะถามนายอภิสิทธิ์ว่า นี่หรือคือมาตรการความปรองดอง ขณะเดียวกันคนในซีกรัฐบาลพยายามให้ข่าวใส่ร้ายแกนนำว่า เหตุที่ต้องการปรองดองเพื่อแลกคดีก่อการร้ายและล้มสถาบัน ดังนั้น แกนนำจะไม่แลกคดีความเพื่อความปรองดอง ขอให้รัฐเดินหน้าดำเนินคดีต่อไป พวกตนก็จะดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินคดีเรื่องการก่อการร้ายและคดีล้มสถาบัน
นายจตุพรเรียกร้องให้รัฐบาล โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีที่ทนาย นปช.แจ้งจับนายอภิสิทธิ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีที่แกนนำ นปช.ไปแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ฐานหมิ่นประมาทกรณีกล่าวหาล้มสถาบัน รวมทั้งคดีการสั่งฆ่าประชาชน ให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้สองมาตรฐาน
นายจตุพร กล่าวต่อว่า เรื่องการประกาศวันเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่อำนาจของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่ได้เป็นอำนาจของนายอภิสิทธิ์ และคนเสื้อแดงจะเลิกการชุมนุมเมื่อได้ข้อยุติว่านายกฯ จะยุบสภาวันไหน โดยขณะนี้เราจะปักหลักชุมนุม และไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะรอกี่วันก็รอได้
"เพื่อแผ่นดิน"หนุนโรดแม็พลั่นพร้อมรับศึกเลือกตั้ง
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และรมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ขณะที่ปฏิบัติภารกิจในประเทศจีน ว่า จากโรดแม็ปของนายกฯที่จะให้มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย.นั้น ตนยังไม่ได้ดูเนื้อหาว่ามีอะไรบ้าง แต่ถ้าข้อเสนอนี้มาจากนายกฯ ในส่วนตนก็ขอสนับสนุน เพราะหลักการนี้ถือว่าประเทศชาติได้ประโยชน์ นำไปสู่ความสมานฉันท์ ตรงกับหลักการของพรรค ส่วนการเลือกตั้ง ขณะนี้พรรคมีความพร้อม ซึ่งเหมือนกับนักรบ ออกศึกได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามเมื่อตนกลับมาจากปฏิบัติภารกิจในประเทศจีนในวันที่ 5 พ.ค.ตนจะเรียกสมาชิกพรรคมาประชุม เพื่อหารือกรณีโรดแม็ปของนายกฯต่อไป
อดีตกก.สมานฉันท์ถกนอกรอบแผนโรดแม็พ
ที่รัฐสภา อดีตคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดยนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการฯ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา นายวิรัช รัตนเศรษฐ์ พรรครวมชาติพัฒนา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา นายประกิจ พลเดช ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ได้นัดหารือกันนอกรอบ ขาดเพียงตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
นายดิเรก กล่าวว่า วันนี้ครบหนึ่งปีแล้วที่คณะกรรมการฯได้วางแนวทางในการปฏิบัติ และจากวันที่ได้เสนอแนะรัฐบาลก็เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมาอีกจนได้ จากการหารือหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเมื่อเสร็จภารกิจอดีตคณะกรรมการสมานฉันท์ฯไม่ควรอยู่เฉย ประกอบกับที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวชัดเจนแล้วว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น เหลือเพียงว่านายกฯจะประสานกับนปช.อย่างไร
จากนั้นที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็น โดยพล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า เท่าที่ติดตามคิดว่าแผนโรดแม็ปของนายกฯไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนยังไม่เคยรับทราบ ดังนั้นจึงต้องมีคนกลางเข้ามาช่วยว่าควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะแผนโรดแม็ปของนายกฯยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ และยังไม่ทราบว่าคดีความต่างๆจะจบลงอย่างไร ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องว่าควรต้องผลักดันให้มีการตั้งคนกลางจากทุกภาคส่วนขึ้นมาทำงานในเรื่องดังกล่าวให้ได้ก่อนที่จะเดินหน้าในเรื่องต่างๆต่อไป
ด้านนายเสนาะ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมารับประกันว่าคนพูดนั้นมีสิทธิที่จะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะขณะนี้คดีของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จึงมองว่าการกระทำของนายกฯเป็นเพียงการหาเสียง และผูกขาดความจงรักภักดีไว้เฉพาะกลุ่มของ ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ถือโอกาสเอาพ.ต.ท.ทักษิณมาหากินและดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องอีก และสุดท้ายหากผลประโยชน์ไม่ลงตัวทุกอย่างไม่มีวันจบ
ขณะที่ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยหลายคน อาทิ นายวิทยา สนับสนุนข้อเสนอของนายเสนาะ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ความมั่นคง ยกเลิกข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้าย ล้มล้างสถาบันและเพิกถอนหมายจับแกนนำนปช.ก่อน อย่างไรก็ตามในที่สุดที่ประชุมอดีตคณะกรรมการสมานฉันท์มีมติมอบหมายให้มีตัวแทนเป็นคนกลางในการเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนปช. เพื่อให้แผนโรดแม็ปเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ ดีกว่าจะปล่อยให้สองฝ่ายเจรจาผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น โดยที่ประชุมมีมติมอบหมายให้นายดิเรก ถึงฝั่ง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช นายตวง อันทะไชย นายนพนิธิ สุริยะ นายภาวิช ทองโรจน์ และนายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช ทำหน้าที่ประสานกับทุกภาคส่วนให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
เสื้อหลากสีโคราชยันแนวทางปรองดองไม่ทำให้ชาติสงบ
เมื่อเวลา 17.30 นกลุ่มคนเสื้อหลากสีนครราชสีมา จำนวน 150 คน จากการนำของนายชุบ ไชยฤทธิชัย,นางสารภี บุญประตูชัยและนายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล ได้รวมตัวกันที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อเรียกร้องให้ชาวโคราชออกมาร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมกับเรียกร้องให้กลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุมโดยสิ้นเชิง โดยนายสุพจน์ฯแกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสีนครราชสีมาระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ข้อ ของนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสร้างความปรองดองในชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ไม่สามารถทำให้ชาติสงบได้ รัฐบาลควรจะบังคับใช้กฏหมายจัดการกับกลุ่มนปช.และผู้ก่อการร้ายขั้นเด็ดขาดไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์บานปลายจนเลยเถิดมาจนทุกวันนี้ สาเหตุเพราะนายกฯไม่กล้าตัดสินใจทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ทำผิดกฏหมายลอยนวลอยู่จนปัจจุบัน นายสุพจน์ฯกล่าว
นายชุบ ไชยฤทธิชัย แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสีโคราช กล่าวว่า ส่วนตัวถือว่าเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแจะต้องดูในรายละเอียดอีกครั้งว่าจะมีวิธีการอย่างไรเเละกลุ่ม นปช.จะยอมรับได้หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนริโทษกรรมให้นักการเมืองที่กระทำผิดซึ่งกลุ่มคนเสื้อเหลืองได้คัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอดก็คงยอมไม่ได้ ฉะนั้นนายกฯจะต้องเสนอแนวทางที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่าจะใช้วิธีการอย่างไร นายชุบฯกล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. กลุ่มคนเสื้อหลากสีโคราชได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทยและเพลงปลุกใจให้คนไทยรักชาติจากนั้นก็สลายยตัวไปท่ามกลางตำรวจจาก สภ.เมืองนครราชสีมา โดยการนำของ พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ศิริพรวิวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา จำนวนกว่า 100 นาย นำเเผงเหล็กมากั้นระหว่างกลุ่มคนเสื้อหลากสีโคราชกับกลุ่มคนเสื้อแดงนครราชสีมาที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่ลานย่าโมอีกฝั่งหนึ่ง แต่เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีการปะทะกันเกิดขึ้นแต่อย่างใด
พท.ชี้โรดแม็พไม่ชัดเจนรอดูท่าทีปชป.พรรคร่วม
เมื่อเวลา 16.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมส.ส. ว่า พรรคได้พิจารณาถึงแผนสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เนั้น โดยเห็นว่านายกฯต้องแสดงความจริงใจด้วยการยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน และถอนทหารกลับกรมกองให้หมด รวมถึงการปิดกั้นสื่อมวลชนและใช้สื่อ ซึ่งขณะนี้นายกฯไปทาง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายชวน หลีกภัยประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ก็ไปอีกทาง อยากให้นายกฯไปดำเนินการถ้านายกฯมีอำนาจจริง และจริงใจแก้ปัญหาความปรองดอง ขอให้มีคำสั่งวันนี้ให้มีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉินโดยทันทีหากไม่ดำเนินการ เพราะถ้านายสุเทพใช้กม.พิเศษเป็นเครื่องมือความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด เพราะไม่เช่นนั้นก็แค่เพียงการยื้อเวลายึดอายุรัฐบาลเท่านั้น



