
หุ้นปิดบวก33.35จุดซื้อขาย4หมื่นล้านรับโรดแม็พ
หุ้นไทยขานรับแนวทางปรองดองทางดัชนีพุ่ง 33 จุด วอลุ่มทะลัก 4 หมื่นล้าน หวังช่วยยุติความวุ่นวายทางการเมือง ประธาน ตลท. ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นพื้นฐานเศรษฐกิจไทย กังวลแค่ปัญหาการเมือง
ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 4 เมษายน ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงขานรับแนวทางปรองดองแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี โดยนักลงทุนมองเห็นสัญญาณการคลี่คลายของปัญหาการเมืองมากขึ้น ซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 796.86 จุด เพิ่มขึ้น 33.35 จุด หรือคิดเป็น 4.37% ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,525.68 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 4,594.48 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 5,392.31 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 727.84 ล้านบาท
นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับดีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีออกมาประกาศแนวทางสร้างความปรองดอง และกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายนปีนี้ โดยความชัดเจนที่เกิดขึ้นทำให้เห็นทางออกที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง ทิศทางปัญหาบ้านเมืองดูจะคลี่คลายไปมากพอสมควร ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยทุกด้านโดยเฉพาะส่งออก ผลผลิตทางการเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทเติบโตได้ดีมาก
ส่วนนักลงทุนต่างประเทศมองว่า ถ้าไม่มีปัญหาการเมือง ก็จะไม่มีอะไรกระทบกับเศรษฐกิจไทย นักลงทุนก็จะมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยเห็นได้ชัดเจนว่าดัชนีหุ้นตอบรับดีมาก เพราะตลาดภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับขึ้นเล็กน้อย แต่ตลาดหุ้นไทยบวกไปถึง 4% กว่า ใกล้ถึง 800 จุด และคิดว่าเรื่องทั้งหมดคงจะจบโดยเร็ว
"ความมั่นใจต่อประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน หากประเทศมีเสถียรภาพ และธุรกิจไปได้โดยการเมืองไม่ขัดแย้งก็จะเป็นตัวเสริมให้ไปได้ด้วยดี เราอาจเห็นเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้ขลุกขลักบ้าง แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็จะเป็นไปได้ด้วยดีในไตรมาส 3 และ 4 และมั่นใจว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จะเติบโตได้เกิน 4% แน่นอน" นายสมพลกล่าว
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลจากประเด็นปัญหาการเมืองภายในประเทศ หลังนายกรัฐมนตรี แถลงแนวทางการปรองดองแห่งชาติ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าบรรยากาศการลงทุนน่าจะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม มีอยู่ในแนวโน้มเชิงบวก เพราะสถานการณ์การเมืองดูคลี่คลาย และชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามรอดูท่าทีของกลุ่ม นปช.ว่าจะตอบรับแนวทางปรองดองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งหากออกมาในเชิงบวกก็จะส่งผลดีต่อตลาด แต่หากออกมาในเชิงลบก็จะกดดันและสร้างความไม่มั่นใจต่อการลงทุน



