
การเมืองใหม่ในอังกฤษ
วันที่ 6 พฤษภาคมนี้ เป็นวันชี้ชะตาการเมืองของแดนผู้ดีอังกฤษอีกครั้ง โดยเชื่อกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดพลิกผันระบบการเมืองอังกฤษครั้งสำคัญจากเดิมที่เคยผูกขาดแค่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคแรงงาน ที่บริหารประเทศนานติดต่อกัน 13 ปีแล้ว กับพรรคอนุ
แต่แล้วความหวังนี้ก็ลางเลือนไป หลังการโต้วาทีสดแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมืองทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกระหว่างผู้นำของ 3 พรรค ปรากฏว่านายนิค เคล็กก์ ผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคใหญ่อันดับ 3 ซึ่งมาจากการรวมตัวระหว่างพรรคลิเบอรัลหรือเสรีนิยมกับพรรคโซเชียล เดโมแครต เมื่อปี 2531 กลายเป็นม้ามืด เมื่อสามารถแสดงวิสัยทัศน์เหนือนายบราวน์และนายคาเมรอนจนชนะใจชาวผู้ดีเหนือความคาดหมาย
ชาวเมืองผู้ดีส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้หญิงให้ความเห็นว่าประทับใจในลีลาและคารมของนายเคล็กก์ วัย 43 ปี ซึ่งมีท่าทีผ่อนคลายสบายๆ เต็มไปด้วยความจริงใจซื่อสัตย์ แม้จะต้องสู้แบบ 1 ต่อ 2 ก็ตาม โดยมุ่งโจมตีพรรคเก่าแก่ทั้ง 2 พรรคอย่างไม่ยั้งว่าน้ำเน่าพอๆ กัน เต็มไปด้วยส.ส.ที่ทุจริตฉ้อฉล กล้านำค่าใช้จ่ายส่วนตัวไปเบิกในงบรัฐสภา โดยปราศจากความละอายใจใดๆ อีกทั้งยังล้มเหลวในการกอบกู้เศรษฐกิจประเทศให้พ้นจากภาวะอ่อนตัว
"ยิ่งพวกเขาโจมตีกันเองมากเท่าใด ก็ยิ่งสะท้อนว่าทั้ง 2 พรรคต่างยิ่งเหมือนกันมากเท่านั้น" นายเคล็กก์ย้ำ
ค่าที่มีนายเคล็กก์โผล่มาเป็นม้ามืดนี้เอง ทำให้เชื่อกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก โดยคาดว่าพรรคแรงงานอาจจะได้ที่นั่งแค่ 250 ที่นั่ง พรรคอนุรักษนิยมได้ราว 240 ที่นั่งและพรรคลิเบอรัล เดโมแครตได้ราว 130 ที่นั่ง เท่ากับว่า 2 พรรคใหญ่ต่างไม่มีพรรคใดได้ที่นั่งถึง 326 ที่นั่ง เพื่อจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภา
แม้กระทั่งพรรคแรงงาน ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็คงต้องต่อรองกับพรรคลิเบอรัล เดโมแครต เพื่อประกันเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ว่าคงจะไม่ล้มง่ายๆ ขณะที่พรรคลิเบอรัล เดโมแครต คงได้ทีเรียกราคาเต็มที่ตั้งแต่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่รวมไปถึงการปรับนโยบายต่างประเทศใหม่ โดยเฉพาะการจะหันกลับไปต่อต้านสงครามในอิรัก และไม่สนับสนุนสหรัฐหากจะคิดบุกอิหร่านเป็นประเทศถัดไปอันเนื่องจากความขัดแย้งเครื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์
คงต้องคอยดูกันว่าการเมืองใหม่ในแดนผู้ดีจะออกหัวหรือก้อยกันแน่
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



