ข่าว

ธุรกิจอ้อนรัฐปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเยียวยาผลกระทบม็อบ-ธพว.ขอเพิ่มทุนพร้อมอุ้ม

ธุรกิจอ้อนรัฐปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเยียวยาผลกระทบม็อบ-ธพว.ขอเพิ่มทุนพร้อมอุ้ม

04 พ.ค. 2553

เอกชนเล็งเสนอรัฐให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอุ้มผู้ประกอบการรับผลกระทบม็อบ กกร.นัดหารือผลกระทบและแผนเยียวยา ด้าน ธพว.พร้อมปล่อยกู้เต็มที่ ขอคลังเพิ่มธุรกิจรับฝากเงินประชาชน พร้อมเพิ่มทุน 2.5 พันล้าน

 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย จะหารือวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทย และมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบการต้องการให้ช่วยเหลือ โดย ส.อ.ท.เห็นว่าหากการชุมนุมยืดเยื้อต่อไป ภาครัฐควรจะพิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อช่วยสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

 "ตอนนี้ภาคการผลิตยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนใหญ่กระทบความเชื่อมั่นและการเจรจาธุรกิจ หรือคำสั่งซื้อสินค้าในไทย ต่างจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ค้าย่านราชประสงค์ที่ได้รับผลกระทบมาก หากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่จบในเวลาอันสั้น จะกระทบต่อการเจรจาธุรกิจและการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังแน่นอน" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
 
 นายไพรัช บูรพชัยศรี เลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยู่ระหว่างสำรวจความเห็นสมาคมการค้า 100 สมาคม เกี่ยวกับผลกระทบจากการชุมนุมการเมือง และมาตรการเยียวยาผลกระทบ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะสรุปข้อมูลหารือในที่ประชุม กกร.ก่อนเสนอรัฐบาลพิจารณา ซึ่งมาตรการเยียวยานั้น ควรแยกระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และเอสเอ็มอี นอกจากเรื่องซอฟท์โลนแล้ว ภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแพ็กกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อก่อนการส่งออกด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรับคำสั่งซื้อมากขึ้น ลดต้นทุนการเงิน

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารได้ประชุมเตรียมความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยขณะนี้ ธพว.มีสภาพคล่องเพียงพอจะดำเนินการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งหลังจากนี้สามารถยื่นขอกู้เงินเพื่อเสริมสภาพในการดำเนินธุรกิจได้ทันที

 สำหรับการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีนั้น ยึดตามมติครม.ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลลาร์ ลบ 3% หรืออยู่ที่ 4% ให้กู้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี โดยการปล่อยกู้ช่วยเหลือเอสเอ็มอีครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล หากเกิดความเสียหายต่อธพว.ในอนาคตหรือเกิดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล กระทรวงการคลังจะชดเชยความเสียหายให้

 “ขณะนี้ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอดำเนินงานอยู่แล้ว แต่เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการทำธุรกิจในอนาคต เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางเพิ่มการดำเนินธุรกิจของธนาคารให้ตามที่เสนอไป เช่น การให้รับเงินฝากจากประชาชนทั่วไปจากปัจจุบันรับเฉพาะรัฐวิสาหกิจ และนิติบุคคลเท่านั้น รวมถึงการขอเพิ่มทุนอีก 2,500 ล้านบาท” นายพงษ์ภาณุ กล่าว