
เล่าสู่กันฟัง-เตรียมตัว เตรียมใจไว้ เมื่อธุรกิจยุคใหม่ไม่ต้องพึ่งคนงาน
ในที่สุด ผมก็กลับมาทำงานได้ก่อนที่จะโดนเจ้านายเขาไล่ออก โทษฐานขาดงานเพิ่มไป 5 วัน จากพิษภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์ ทำให้เขาปิดสนามบิน คือห้ามเครื่องบินบินขึ้นบินลงอยู่หลายวัน ซึ่งไปอังกฤษเที่ยวนี้ทำให้ผมพบว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจเป
โดยเฉพาะการทดแทนแรงงานคน ทั้งๆ ที่ประเทศเขาได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำค่อนข้างมากต่อเนื่องจากสหรัฐ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ในบ้านเขาก็ยอมรับว่าอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นมาก ถึงขั้นล่าสุดสาวน้อยคนหนึ่งที่จบมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่สามารถหางานทำได้อย่างที่ฝัน ก็เลยน้อยอกน้อยใจและยอมรับไม่ได้ จนถึงขั้นฆ่าตัวตายในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า
ผลจากการที่ภาวะเศรษฐกิจของเขาเสื่อมถอยลง บวกกับค่าเงินบาทของเราแข็งแกร่งขึ้นมากและยาวนาน ทำให้ 1 ปอนด์อังกฤษมีค่าเพียง 50 บาทไทยในขณะนี้ เทียบกับเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วต้องใช้เงินไทยถึง 75 บาท จึงจะแลกได้ 1 ปอนด์ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่นั่นไม่ค่อยสูงนักเมื่อเทียบกับในอดีต ดูจากราคาข้าวของในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายอย่างพอๆ กับราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเทพฯ เช่น น้ำส้มกล่องละ 60 บาท องุ่นไร้เมล็ดกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท แอปเปิ้ลลูกละสิบกว่าบาท ฯลฯ หรือว่าราคาข้าวของในบ้านเราขยับขึ้นไปเกินเหตุก็ไม่รู้ ชักไม่แน่ใจ
นอกจากนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์จำพวกบ้าน อพาร์ตเมนต์ ก็มีราคาถูกลงมากเหมือนกัน จากแต่ก่อนบ้านในเมืองอื่นๆ นอกกรุงลอนดอน ขนาดพออยู่อาศัยของครอบครัวขนาดกลางราคาขั้นต่ำก็ต้องมี 20-30 ล้านบาทขึ้นไป แต่ล่าสุดตอนนี้ด้วยวงเงินเดียวกันสามารถหาซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาดย่อมๆ ประมาณ 40 ตารางเมตรกลางกรุงลอนดอนได้ ทำให้แฟชั่นใหม่ของนักลงทุนเมืองไทยขณะนี้คือการซื้ออพาร์ตเมนต์ให้ลูกพักอาศัยขณะเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นแทนการเช่าหอพัก กะว่าพอเรียนจบก็ขายต่อ ด้วยคาดว่าภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พอดีกับที่ลูกเรียนจบ เศรษฐกิจอังกฤษคงจะดีขึ้น ราคาที่พักอาศัยก็จะกลับไปแพงเหมือนเดิม กะเอากำไรสองเด้ง ลูกก็ได้เรียนหนังสือ แถมมีกำไรจากการขายอพาร์ตเมนต์อีกต่างหาก อะไรจะหัวใสขนาดนั้น
ที่น่าสนใจจนต้องเก็บมาเล่าสู่กันฟังก็คือ การใช้แรงงานจำนวนน้อยลง โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแทนที่ ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจให้เช่าอพาร์ตเมนต์ที่ไปพักคราวนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าตึก 8 ชั้น ห้องพักเกือบร้อยห้องมีคนเข้าพักเต็ม กลับไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลแม้แต่คนเดียว ย้ำไม่มีแม้แต่คนเดียว แม้แต่คนเฝ้า เพราะเขาเฝ้าโดยกล้องทีวีวงจรปิด และผมก็ไม่เคยได้พบกับเจ้าของผู้ให้เช่าเลยแม้แต่ครั้งเดียวนับตั้งแต่การจองห้อง ระหว่างเข้าพัก เรื่อยไปจนกระทั่งวันเช็กเอาท์และการจ่ายเงิน
เริ่มจากการเจรจาต่อรองราคา การดูสภาพของห้องพัก การจองห้อง ผ่านทางอินเทอร์เน็ต พอตกลงเรียบร้อยก็มีการส่งเบอร์รหัสมาให้ว่าเมื่อเดินทางไปถึงแล้วให้ไปกดเบอร์อะไรที่กล่องหน้าทางเข้าตึก ก็จะเปิดประตูได้ จากนั้นให้เดินไปที่ตู้กุญแจห้องซึ่งอยู่ตรงมุมไหนของห้อง ให้กดรหัสอีกรหัสหนึ่ง ก็จะสามารถเปิดตู้กุญแจหมายเลขนั้นๆ ได้ ภายในตู้กุญแจเปิดออกมาจะพบกุญแจ 3 ดอก เป็นกุญแจห้องหนึ่งดอก กุญแจประตูโรงรถหนึ่งดอก รีโมทโรงรถหนึ่งอัน พร้อมคำอธิบายต่างๆ ครั้นเวลาจะเช็กเอาท์ก็ให้เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาคืนไว้ในตู้กุญแจเดิมด้วยซองเอกสารซองเดิม เป็นอันจบ เพราะการจ่ายเงินก็ทำง่ายๆ ด้วยการหักจากบัตรเครดิตตามหมายเลขที่แจ้งไว้ แถมท้ายอีกนิดว่าภายในตึกเขาควบคุมด้วยระบบเซ็นเซอร์ทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนไฟก็จะเปิดเป็นช่วงๆ แถมสเปรย์น้ำหอมปรับอากาศก็จะฉีดเป็นระยะๆ โรงรถก็เหมือนกัน เอากับเขาสิ
ดูๆ ก็น่าตื่นตาตื่นใจไปกับเทคโนโลยี แต่หวนนึกอีกทีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เหตุการณ์ทำนองนี้สักวันหนึ่งคงเกิดขึ้นในเมืองไทย แล้วเราจะอยู่อย่างไร ลูกหลานเราจะทำอะไรกิน โดยเฉพาะกับคนที่เรียนน้อย หรือเราจะต้องกลับไปทำอาชีพเดิมๆ ที่เราเคยทำในอดีตแล้วถูกแทนที่โดยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน ก็ไม่แน่นะ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



