ข่าว

จุดเปราะบาง(อย่างน้อย)สองประการของคนเสื้อแดง

จุดเปราะบาง(อย่างน้อย)สองประการของคนเสื้อแดง

04 พ.ค. 2553

บทความนี้เขียนในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม ณ ห้วงขณะที่รัฐบาล "ขอพื้นที่คืน" จากพื้นที่ชุมนุมของเสื้อแดง ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดการณ์ว่าการขอพื้นที่คืนจะกระทำจริงหรือไม่ และจะมีความสูญเสียอะไรเกิดขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีพัฒนาการสองประการที่สร้างข้อกังวลกับสังคมมิใช่น้อยจากการกระทำของคนเสื้อแดงและเครือข่ายที่สัมพันธ์กับคนเสื้อแดง

 ซึ่งแน่นอนว่าการพูดอย่างนี้ มิได้หมายความว่าจะไม่มีเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะจากฝ่ายรัฐบาลเอง แต่ในคอลัมน์ในวันนี้ผมจะขอเจาะจงประเด็นกับคนเสื้อแดงเป็นพิเศษ แต่ก็จะต้องเน้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงนั้นย่อมเกี่ยวพันกับสภาวการณ์ที่คนเสื้อแดงถูกปิดสื่อของตัวเอง ทำใหการแก้ต่างของพวกเขานั้นย่อมไม่สามารถกระทำได้อย่างเป็นระบบ

 (แต่การพูดเช่นนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของสื่อของคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาว่าสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นข้อถกเถียงและข้อกล่าวหาที่จะต้องต่อสู้กันต่อไป)

 ประเด็นแรกที่ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่พลาดไปของคนเสื้อแดง เกิดจากการที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับคนเสื้อแดงนั้นตัดสินใจที่จะไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีความผิดมากไปกว่าที่จะสามารถอภิปรายได้

 ซึ่งหากเปิดอภิปรายรัฐบาลก็จะอ้างต่อชาวโลกว่าได้รับการตรวจสอบจากระบบรัฐสภาแล้ว สิ่งที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจทำแทนก็คือการเปิดอภิปรายนอกสภาแทน

 เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในสองประการ หนึ่ง พรรคเพื่อไทยไม่พยายามที่จะผลักดันให้รัฐสภากลายเป็นเวทีในการแก้ปัญหา และไม่มีศรัทธาในการที่จะต่อสู้ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ซึ่งจะทำให้ตอบได้ยากว่าแล้วจะลงเลือกตั้งทำไม เพราะการเลือกตั้งเป็นรากฐานของระบบรัฐสภา

 สอง การเปิดอภิปรายนอกสภานั้นทำให้เกิดข้อมูลด้านเดียว และที่สำคัญพรรคเพื่อไทยมองไม่เห็นว่าการปิดสื่อเสื้อแดงนั้นคือรากฐานของการใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน มากกว่าการใช้กำลังสลาย/ขอคืนพื้นที่เสียอีก เพราะการปิดสื่อนั้นรัฐทำได้ด้านเดียว ดังนั้นแทนที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นโอกาสที่ทำให้มีการถ่ายทอดสดในช่องของรัฐเอง

 พรรคเพื่อไทยกลับไม่พยายามที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น

 ประเด็นท้าทายของคนเสื้อแดงในสัปดาห์นี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ บรรดาปีกแดงเดือดของคนเสื้อแดงเอง ที่จะต้องอธิบายให้แก่สังคมในเรื่องของการดูแลการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็น พายัพ ขวัญชัย อริสมันต์ และ แรมโบ้

 ปีกแดงเดือดเหล่านี้เป็นปีกที่น่าสนใจ และในด้านการวิเคราะห์ เรายังไม่มีมุมมองที่ชัดเจนกับคนเหล่านี้ ในภาพใหญ่ของการมองเสื้อแดงว่ามีแกนใหญ่คือ สามเกลอ และข้อกล่าวหาที่มีต่อท่อน้ำเลี้ยงต่างๆ รวมทั้งนักวิชาการแอ๊บแดงและมองไม่เห็นความถูกต้องเป็นจริงที่ผมเองก็ถูกวิจารณ์จากบรรดาผู้อ่านของ "คม ชัด ลึก" มาโดยตลอด (น้อมรับทุกความเห็นครับ)

 ปีกแดงเดือดนี้ มีจุดแข็งที่ความดุดัน และลักษณะบู๊ดุเดือดที่ก่อให้เกิดความหงุดหงิดใจต่อกองเชียร์เสื้อแดงที่วาดภาพการต่อสู้ที่จะต้องสันติวิธีอย่างเคร่งครัด (อุดมคติสูงสุดน่าจะคือแกนนำถูกจับ หรือมีการสูญเสียอย่างสุดแสนเจ็บปวด คือผมคิดว่าพวกหลักการสันติวิธีเนี่ย

 ทางหนึ่งก็ห้ามทางหนึ่งก็เชื่อว่าถ้าสูญเสียแล้วความเปลี่ยนแปลงย่อมจะเกิดแน่ แต่อย่าทำเลยนะ ประมาณนั้น เพราะถ้าสูญเสียแล้วก็จะหมดความชอบธรรมนั่นแหละ)

 แต่ขณะเดียวกัน ปีกแดงเดือดนี้กลับกุมจิตใจของพี่น้องเสื้อแดงบนถนนและพี่น้องจากต่างจังหวัดได้อย่างเหนียวแน่น เพราะการต่อสู้นั้นทันอกทันใจ และเหตุผลในมุมของเขาก็น่าเห็นใจ เช่นต้องปกป้องตัวเองจากความไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงต้องเข้มงวดและล้ำเส้น ซึ่งก็เช่นกันที่คนไม่เห็นด้วยย่อมมองว่าการทำแบบนี้เป็นความก้าวร้าว รุนแรง

 และเป็นตัวอย่างและเหตุเพียงพอที่เสื้อแดงควรจะถูกปราบปราม

 ปีกแดงเดือดนี้เป็นบ่อน้ำมันหรือจุดเปราะบาง (แม้ว่าจะเป็นที่นิยม) ของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะในสังคมที่เชื่อว่าเป้าหมายของความยุติธรรมนั้นสำคัญกว่ากระบวนการยุติธรรม นั่นก็คือ ทั้งแดงเดือดเอง และ คนที่ไม่เห็นด้วยกับแดง ต่างเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง ยุติธรรม ดังนั้นเราสามารถใช้วิธีใดๆ ก็ได้ที่นำมาซึ่งความยุติธรรม

 โดยวิธีนั้นเองอาจไม่ยุติธรรมกับฝ่ายตรงข้ามของเรา

 ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ผมคิดว่าถ้ามองกันยาวๆ เราคงจะต้องพูดถึงกระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างสู้เพื่อความยุติธรรมเท่านั้นครับ