
วันเสรีภาพสื่อวิกฤติพรก.ฉุกเฉินฯเว็บไซต์ดับ
วันเสรีภาพสื่อ วิกฤติพรก.ฉุกเฉินฯ เว็บไซต์ดับ- วิทยุชุมชนบันทึกข้อตกลงตำรวจ หวั่นสัญญาไม่ได้รับการพิจารณา
(3พ.ค.) เวลา 13.00 น.ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมได้มีการจัดเสวนาโต๊ะกลม “เสรีภาพสื่อในวิกฤติการเมือง : คำสั่งปิดเว็บไซค์ ประชาไท” วิทยากรมี นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้จัดการเว็บไซต์ประชาไทย นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย สื่อมวลชน นายวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ และอ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)ผู้ดำเนินการเสวนา
นางสาวจีรนุช กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คณะกรรมการ กอฉ.มีมติให้ปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทำให้มีการปิดเว็บไซค์ประชาและเว็บไซต์อื่นๆอีกกว่า 30 เว็บไซต์ ในส่วนของเว็บไซต์ประชาไท มีการไปฟ้องต่อศาลปกครองในลักษณะไต่สวนฉุกเฉิน แต่ก็ยังไม่มีคำตอบในประเด็นข้อโต้แย้งให้กับเรา ซึ่งจะยังมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลต่อไป สิ่งที่เรานำเสนอในเว็บไซต์นั้นก็ไม่เคยถ่ายทอดสิ่งที่แกนนำปราศรัย จะมีก็เพียงการไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมว่า เขาต้องการอะไรจึงเข้ามาชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
นางสาวฐปณีย์ กล่าวว่า หลายคนได้ติดตามข่าวผ่านสื่อที่ตนทำหน้าที่รายงานสื่อกระแสหลักไปบ้างแล้ว แต่ไม่สามารถรายงานได้หมด เพราะสื่อมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกัน ตนได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏเห็นมาจากการทำหน้าที่ โดยนำข้อความที่ได้ไปพบไปสื่อออกทางช่องทางทวิตเตอร์ที่เป็นสื่อทางเลือกใหม่ เพราะเห็นว่า สื่อกระแสหลักไม่สามารถผลักดันออกไปได้มากเท่าที่ควร เนื่องจากมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจใกล้ชิดกับนักการเมือง ด้วยโครงสร้างที่โยงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล จึงเกิดการเลือกเสพสื่อที่เป็นการสื่อสารไปในทิศทางเดียว
“ทีวีช่อง 3 หลายฝ่ายมองเป็นของเอกชนความจริงแล้วมีการโยงใยเหมือนกับทีวีช่อง 9 คือเป็นสื่อของรัฐ ซึ่งการจะพูดอะไรออกไป แน่นอนย่อมมี 2 ด้านเสมอ ด้านที่มองเหมือนกันกับด้านที่มองไม่เหมือนกัน ทำให้หลายๆคนไม่กล้าแสดงความเห็นออกไปสู่ภายนอก เหมือนอย่างที่ดิฉันสื่อสารความจริงออกไป แล้วด้านตรงข้ามเข้ามาจัดการกับดิฉัน โดยส่วนตัวแล้วชอบทำงานสื่อสารมวลชนมาตลอด ในอดีตเคยทำงานไอทีวีแม้จะถูกปิดตัวไป แล้วมีบางคนมองว่าเป็นสื่อสีแดง ตรงนี้ถามว่า มันยุติธรรมหรือไม่ กระทั่งต่อมาก็เคยไปไปสมัครทำงานสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสทีวีสาธารณะ แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา เรายอมรับได้ เพราะภาพเราติดอยู่ตรงนั้น จึงไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้บริหาร” นางสาวฐปณีย์ กล่าว
นางสาวฐปณีย์ กล่าวยืนยันว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่รายงานอย่างตรงไปตรงมา ที่ล้วนเป็นเรื่องจริงที่ไปพบมาแล้วเก็บมารายงานเป็นข่าว อย่างการรายงานข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็เช่นกัน เมื่อไปพบไม่สามารถรายงานทางทีวีได้เต็มๆ ก็มองหาสื่อทางเลือกก็นำมาทวิต เพียงระยะเวลาไม่นานก็เผยแพร่อย่างรวดเร็ว ข้อความบางส่วนถูกตัดตอนไป เป็นการบิดเบือนขณะที่แรงตอบกลับจากสังคมชาวทวิตเตอร์ก็มีมาเยอะมาก อย่างไรก็ดีคิดว่า ข้อความที่เคยทวิตไปน่าจะมีคนนำไปบิดเบือนมากกว่า ข้อเท็จจริงที่ตนเคยเสนอทวิตเอาไว้ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ก็หยุดเล่นทวิตข่าวการเมือง เลือกที่จะไปทวิตเรื่องอื่นแทนตามที่ผู้ใหญ่ได้ขอร้องมาเพื่อไม่ให้เพื่อนๆเดือดร้อน แต่ก็อยากให้ทุกคนได้ไปติดตามดูทางกลุ่มโซเชียลแซงชั่นที่มีการส่งข้อความต่อๆกันไปเป็นจำนวนมากว่าเป็นอย่างไร
ด้านนายวิชาญ กล่าวว่า ในส่วนของวิทยุชุมชน ตนได้ติดตามข้อมูล ทราบว่า กทช.มีข้อมูลประมาณ 6,000 กว่าสถานี โดยยังมีสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ไปจดทะเบียนอีกกว่า 1,000 สถานี รวมทั้งหมดแล้วมีสถานีวิทยุชุมชนอยู่ประมาณ 7,000 กว่าสถานี ถือว่า มีสถานีวิทยุชุมชนอยู่จำนวนมาก รัฐบาลจึงกลัวว่า จะมีการนำไปใช้ในการเผยแพร่นำประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารครอบคลุมกว้างไกลเป็นอย่างมาก ทางสถานีวิทยุอาจจะทำการลิงค์เชื่อมต่อส่งสัญญาณได้ง่าย เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสัญญาณการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้
“สถานีที่มีปัญหาก็กำลังถูกจับจ้อง เขาก็ต้องปรับตัว ถ้าหมดสัญญาการดำเนินการที่จะหมดภายใน 3 สัปดาห์ สถานีวิทยุชุมชนเอง เขาก็เกรงจะไม่ได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการเปิดสถานีต่อไปอีก ขณะที่รัฐบาลก็เข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทางสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติยอมรับว่า สิ่งที่รัฐบาลหวั่นเกรงนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงบ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด วิทยุชุมชนบางแห่งก็เสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา โดยหลายเรื่องแม้จะมีที่เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริง แต่เราก็พูดไม่ได้ ทำได้แค่การเลือกที่จะไม่สื่อสารบางอย่าง ไม่นำเสนอเรื่องราวเหล่านั้น ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า สถานีวิทยุชุมชนภาคเหนือบางแห่งได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันเซ็นลงนามกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เลือกที่จะไม่เสนอบางอย่างหรือไม่เชื่อมต่อสัญญาณการชุมนุมคนเสื้อแดง เพราะกลัวว่า เมื่อครบการต่อสัญญารัฐจะไม่อนุญาตให้สถานีเปิดต่อไป ตรงนี้จึงทำให้การทำหน้าที่สื่อข้อมูลไม่ได้เต็มที่ เราเกรงว่า การเลือกรับชมสื่อเพียงด้านเดียวถือเป็นเรื่องอันตรายเช่นกัน อาจจะทำให้สังคมแตกแยก ประชาชนเกลียดชังกัน อย่างขณะเองนี้คนภาคใต้ กับคนภาคเหนือและอีสาน ก็เริ่มจะส่อว่า จะมีความเกลียดชังกัน” เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ระบุ
ขณะที่ อ. สาวตรี กล่าวว่า สื่อที่เป็นสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ หากจะดูว่า เสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารมีอยู่จริงหรือไม่ในภาวะที่รัฐประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน การทำหน้าที่ย่อมไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญให้เอาไว้ ทำให้มิติของข่าวไม่มีการตรวจสอบจากฝ่ายใดๆเลย ส่วนคดีการปิดเว็บประชาไทแล้วศาลยกคำฟ้อง ให้เหตุผลว่า ศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ เรื่องนี้ได้เตรียมการร่างเพื่ออุทธรณ์ต่อศาลแล้ว ซึ่งการที่รัฐปิดกั้นสื่อที่เป็นภัยต่อความมั่นคง คิดว่า ประชาชนเขารับได้ แต่กฎหมายต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ให้ชัดเจน เพราะสื่อจะได้รู้ว่า ทำอะไรได้หรือไม่ได้ นอกจากนั้นการใช้อำนาจของรัฐเองก็จะได้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ต้องไม่ใช่หน่วยงานฝ่ายเดียว อาจเป็นการจากสื่อมวลชนหรือศาล เป็นต้น
“เรามองว่าอำนาจที่ 4 น่าจะเป็นผู้ตรวจสอบรัฐในการใช้อำนาจ ที่ไม่ใช่แค่ตัวกลางเพียงอย่างเดียว สื่อมวลชนต้องเป็นตัวสร้างนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ควรตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐหรือถูกครอบงำ ให้ผู้บริโภคหรือประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบสื่อมวลชนอีกทางหนึ่ง” อ.สาวตรี กล่าวและว่า สื่อปัจจุบันประชาชนควรตั้งคำถามว่า รัฐกำลังใช้สื่อของรัฐบาลนำเสนอเพียงภาพบางภาพ ไม่นำเสนอบางอย่างให้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อประชาชนได้รับรู้ในข้อเท็จจริง เพราะหากประชาชนได้รับข้อมูลด้านเดียวเขาก็ต้องคิดว่า จะทำเช่นไรเพื่อที่จะได้รับรู้ข้อมูลอื่นจากช่องทางอื่นได้อีกทางที่ไม่ใช่ข้อมูลทางเดียว
รศ.ดร.อุบลรัตน์ กล่าว่า การทำหน้าที่ของสื่อที่ต้องเผยแพรข้อมูลข่าวสารอยากให้ได้ไตร่ตรองก่อนนำเสนอไม่เช่นนั้นผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดยังไม่จบสิ้น การจำกัดหน้าที่ของสื่อทำให้เกิดผลกระทบต่อข้อมูลข่าวสารที่ควรจะออกสู่ประชาชน



