ข่าว

สว.ชี้ปัญหาการเมืองเหตุจาก”มาร์ค”ไม่จริงใจ

สว.ชี้ปัญหาการเมืองเหตุจาก”มาร์ค”ไม่จริงใจ

03 พ.ค. 2553

ส.ว.จันทบุรี ชี้ ปัญหาการเมืองเหตุเพราะ ”มาร์ค” ไม่มีความจริงใจ จี้ "กษิต-สาทิตย์" ลาออก ต้นเหตุความขัดแย้งในสังคม

(3พ.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 161 ในช่วงเย็น นายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี กล่าวว่า วิกฤติการเมืองในปัจจุบันสืบเนื่องมาจากการที่นายกรัฐมนตรี ไม่มีความจริงใจในการสร้างความปรองดองตามนโยบายของรัฐ แต่กลับละเลยเป็นปัญหาสะสมกระทั่งเกิดการต่อต้านและนำมาสู่การเคลื่อนไหวที่รุนแรง จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรี ต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหา และต้องดำเนินคดีกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เช่น คดีของพันธมิตรฯ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ต้องลดกำลังทหารเพื่อลดความตึงเครียด และให้เอาศัตรูทางการเมืองมาเป็นมิตรและเอาศัตรูทางความคิดมาเป็นพวก และขอเรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง เพราะทั้ง 2 คน เป็นคนที่สร้างความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะการใช้สื่อนำเสนอข่าวสารเพียงด้านเดียว

 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงว่า กรณีส.ว.อภิปรายว่า มีการใช้สื่อของรัฐเสนอข่าวด้านเดียวสร้างความร้าวฉาน ตนเห็นว่า สื่อมีปัญหาคือ สถานการณ์ที่ลุกลามมีการปลุกปั่นให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง เพราะมีการใช้สื่อที่มีช่องว่างในข้อกฎหมาย เช่น ผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชนที่ปลุกระดม เวปไซต์ที่เชื่อมโยงกับสื่ออื่นๆ มีการพาดพิงกระทบสถาบัน และยังมีใบปลิวเถื่อนกระทบสถาบันและสถานการณ์ และยังมีการใช้สื่อใหม่ที่ผิดกฎหมายเช่น เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ที่ต้องขออนุญาตจากกทช.แต่ไม่มีการขออนุญาต ฉะนั้นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ที่มีผลกระทบกว่าคือ นำข้อมูลที่ผิดๆ เสนอทำให้เข้าใจผิดข้อเท็จจริงของสถานการณ์บ้านเมืองเช่น บอกว่า รัฐบาลมาไม่ถูกต้อง กระทบสถาบัน กระบวนการยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ดำเนินการมาตลอด จนมามีการชุมนุมก็มีการใช้สื่อยั่วยุปลุกระดม ถ่ายทอดการชุมนุม ทั้งนี้ถ้าเผยแพร่แนวคิดแตกต่างรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขนาดว่า ตั้งค่าหัวนายกฯ หรือพูดตรงๆกระทบเบื้องสูง แบบนี้ยอมไม่ได้ และการชุมนุมทุกที่มีการจัดตั้งอาวุธต่อสู้ ฉะนั้นจึงต้องใช้สื่อรัฐชี้แจงข้อเท็จจริง

 “การบอกว่าสื่อของรัฐเสนอข่าวด้านเดียว สร้างความแตกแยก ขอให้ไปดูทีวีวิทยุหนังสือพิมพ์ทุกสื่อ เขาเสนอ 2 ด้าน เขาเสนอข่าวผู้ชุมนุม แต่เขาก็เสนอด้วยความรับผิดตามจรรยาวิชาชีพ จริงอยู่ สื่อรัฐอาจมีบางรายการที่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้จัด แต่คนที่เห็นว่าละเมิด ก็มีสิทธิ์ฟ้องร้อง แต่สำหรับสื่อของรัฐไม่ได้ปลุกระดมให้ฆ่ากัน และรัฐบาลไม่มีนโยบายสร้างความแตกแยก แต่ทำเพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง” นายสาทิตย์ กล่าว

 “สุเทพ” โต้ ส.ว. ยัน มีก่อการร้าย-ขบวนการล้มสถาบันจริง เผย ดีเอสไอ อาจออกหมายจับเป็นสิบราย

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง ชี้แจงว่า ที่ส.ว.สงสัยว่า รัฐบาลใส่ร้ายผู้ชุมนุมว่า ก่อการร้ายหรือล้มสถาบัน ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ใส่ร้ายในเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นความรับผิดชอบที่รัฐบาลต้องพูดความจริงให้สังคมทราบว่า เกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง ทั้งนี้ตอนที่มีการชุมนุมใหม่ๆ รัฐบาลปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมด้วยความเคารพในสิทธิเสรีภาพการชุมนุม พยายามผ่อนหนักผ่อนเบา คิดว่า ผู้ชุมนุมจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญ คือปราศจากอาวุธ ไม่ข่มขู่คุกคามผู้อื่น ไม่บุกรุกไปในสถานที่ราชการ แต่ภายหลังปรากฏชัดว่า การชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติอย่างนั้น ในทางตรงข้าม นอกจากยึดถนน ปิดกั้นจราจร ทำให้เสรีภาพการใช้ชีวิตของชาวกทม.เสียหาย ยังมีพฤติกรรมคุกคามความปลอดภัยชีวิตทรัพย์สินประชาชนและราชการอยู่เป็นประจำหลายครั้ง ประชาชนก็เรียกร้องมายังรัฐบาลว่า ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลจึงปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะบริหารบ้านเมืองไม่ได้

 นายสุเทพ กล่าวว่า ช่วงแรกผู้ชุมนุมชุมนุมที่ราชดำเนิน ต่อมาขยายพื้นที่การชุมนุมตลอดราชดำเนินและมาถึงรัฐสภา ทั้งที่จำนวนผู้ชุมนุมไม่ได้มากขนาดนั้น จนไปยึดแยกราชประสงค์ขยายไปสี่ทิศ คนกทม.ก็ยิ่งเดือดร้อน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องขอพื้นที่คืนเพื่อไม่ให้คนเดือดร้อนมากไปกว่านั้น และการปฏิบัติการณ์ของเจ้าหน้าที่ รัฐบาลประกาศตลอดว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่พกพาอาวุธ มีเพียงโล่กระบอง และปฏิบัติตามกฎสากลทุกอบ่างคือจากเบาไปหาหนัก แต่ปรากฏว่า มีคนที่แฝงในผู้ชุมนุม จะยอมรับว่าเป็นพวกเดียวกันหรือคนละพวกก็แล้วแต่ ใช้อาวุธร้ายแรงทั้งระเบิดมือ เอ็ม 16 ทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกหลานประชาชนเช่นเดียวกันจนเสียชีวิตบาดเจ็บ ไปเปิดกฎหมายดูจะเห็นว่า เป็นการก่อการร้าย รัฐบาลจึงต้องดำเนินการตามกฎหมายกับคนพวกนี้อย่างเคร่งครัด

 นายสุเทพ กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษ มีมติเอกฉันท์รับคดีก่อการร้ายนี้เป็นคดีพิเศษ และบูรณาการ 13 หน่วยงานมาสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งจะได้เห็นว่า ได้ทำการจับกุมตรวจค้นผู้ต้องสงสัย และก็พบอาวุธสงคราม ผู้โดนจับกุมก็สารภาพว่า มาเข้าร่วมก่อการร้ายจริง ได้รับการว่าจ้างให้ยิงสถานที่ราชการ ทำลายสถานที่เอกชน เพื่อให้ตระหนกตกใจ กระทั่งไปยิงวัดพระแก้วที่มีคำสารภาพ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็จะได้เห็นว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษทำงานได้ก้าวหน้า อาจจะมีการออกหมายจับเป็นสิบราย ฉะนั้นไม่ใช่รัฐบาลไปใส่ร้าย

 นายสุเทพ กล่าวว่า ส่วนที่หาว่า รัฐบาลใส่ร้ายเรื่องล้มสถาบัน เพื่อทำรุนแรงกับผู้ชุมนุม ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยมีความคิดทำร้ายผู้ชุมนุม แต่ต้องปกป้องสถาบันและประชาชนทั่วไป เช่น เมื่อผู้ชุมนุมปิดถนนในหลายที่ทั้งกทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด ก็ไม่มีทางเลือก จึงต้องใช้กำลังเข้าไปดำเนินการให้เปิดเส้นทาง ทั้งนี้กรณีความผิดต่อความมั่นคงเรื่องสถาบัน เจ้าหน้าที่ความมั่นคงตรวจสอบพบว่า มีการกระทำเป็นขบวนการ มีผู้บงการ จ้างวาน ออกทุน มีผู้รับคำสั่ง มีผู้ปฏิบัติ แบ่งงานกันทำ บางส่วนปราศรัยบนเวที บางส่วนใช้ทีวีวิทยุชุมชนอินเตอร์เนท ใบปลิวชัดเจน ศอฉ.จึงส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษให้พิจารณาว่า เป็นขบวนการมุ่งร้ายต่อสถาบัน ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเอกฉันท์รับเป็นคดพิเศษเพื่อสืบสวนต่อไปแล้ว นั้นทั้งสองเรื่องไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลกุขึ้นเพื่อใช้ความรุนแรง

 นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯ วางแนวทางการแก้ปัญหาสามด้านคือ 1.ด้านการเมืองโดยแก้ปัญหาระบอบประชาธิปไตยและปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน ซึ่งต้องรอนายกฯประกาศหลังจากได้รับฟังความเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน หวังว่าจะเป็นที่ยอมรับได้จากทุกฝ่าย ถ้ามีการยอมรับและให้โอกาสนายกฯแก้ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามกติกา จะเห็นว่า ที่ผ่านมา นายกฯลงไปเจรจากับผู้นำม็อบด้วยตัวเองสองวันหลายชั่วโมงและเปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันว่า นายกฯจะแก้ปัญหาอย่างนุ่มนวลที่สุด แก้การเมืองด้วยการเมือง 2.เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำแบบนี้ ก็จะเดินหน้าในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ทำอะไรอย่างอื่นที่นอกเหนือกฎหมาย คดีความมั่นคงต่อชีวิตทรัพย์สินและสถาบันก็จะต้องดำเนินต่อไป ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร ว่าไปตามเนื้อผ้า มีกระบวนการยุติธรรมรองรับผลการดำเนินคดี 3.เรื่องการปฏิบัติการณ์

 “ตอนนี้เห็นชัดว่า มีทั้งแดงแท้ แดงเทียม และคนชุดสีดำ แยกกันไม่ออก บางคนเป็นทั้งแกนนำการชุมนุมและก่อการร้าย รัฐบาลจึงต้องปรับกระบวนการ เหตุ 10 เมษายน ตนสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้วยมือเปล่า พอเสียชีวิตตนก็ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้จึงต้องเปลี่ยนมาใช้อาวุธปราบจลาจล ไม่ได้ใช้อาวุธสงคราม ให้ใช้กระสุนยาง เปลี่ยนเอ็ม 16 เป็นลูกซอง แต่หากโดนมุ่งร้ายต่อชีวิตก็จำเป็นต้องใช้กระสุนจริงเพื่อป้องกันตัว ส่วนรถหุ้มเกราะเพียงแค่ขนกำลัง ไม่ได้เอาปืนที่ติดรถไปยิงประชาชน ทั้งนี้ตอนนี้ถ้ายังมีการมุ่งมั่นก่อการร้าย เปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่มิชอบ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องปกป้องประชาธิปไตย ความมั่นคง และสถาบัน ทั้งนี้ ได้ดำเนินการไปตามเนื้อผ้ากับทุกฝ่าย รวมถึงคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งบางคดีถึงอัยการแล้ว บางคดีสั่งฟ้องแล้ว แต่ความล่าช้าเกิดจากรัฐบาลก่อนหน้านี้“ นายสุเทพ กล่าว

ส.ว.อดีตคณบดีนิเทศฯ อัดรบ.ปิดกั้นสื่อ ดูถูกสื่อ-ปชช.ระบุ ปชช.มีวิจารณญาณตัดสินได้เอง ชี้ ”ขอคืนพื้นที่” วาทะกรรมสวยหรู

 นางสุกัญญา สุดบรรทัด ส.ว.สรรหา อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน มีการปิดกั้นหลายสื่อถือว่าดูถูกปัญญาของสื่อ ทั้งนี้ความจริงของเหตุการณ์มีหลายชุด เพียงแต่เมื่อไม่ใช่ชุดเดียวกับรัฐบาลแล้วมาปิด แบบนี้ถือว่า ดูถูกประชาชน เพราะประชาชนมีวิจารณญาณตัดสินได้เอง ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ มีเสียงวิจารณ์ว่า สื่อถูกร้อยรัดทางความคิดด้วยระบบทุน แต่ตอนนี้ข่าวสารทุกวันเหมือนราดน้ำมันเข้ากองเพลิง มีการประดิษฐ์ถ้อยคำที่แฝงด้วยความรุนแรง เช่น ม็อบรับจ้าง ผู้ก่อการร้าย ถามว่า ใครคือผู้ก่อการร้ายทั้งที่ยังไม่พิสูจน์ชัด โดยเฉพาะถ้อยคำสวยหรูแต่แฝงไปด้วยการปราบปราม นั่นคือ การขอคืนพื้นที่ เป็นวาทกรรมที่ส่อนัยยะความรุนแรง จึงเสนอว่า รัฐบาลมีหน้าที่นำประเทศก้าวไปสู่เวทีโลก แต่รัฐบาลก็ต้องถอยหลังกลับไปสู่วัฒนธรรมอันดีงามของไทย การปรองดองให้อภัย อย่าดูถูกหรือข่มเขาโคขืนกีดกันความคิดประชาชน เมื่อปิดกั้นมากๆสักวันจะระเบิด และวันนี้ก็ระเบิดออกมาแล้ว สองปีมานี้พอได้แล้ว ทั้งสองฝ่ายควรถอยหลังและเจรจากันด้วยความจริงใจ

 นางสุกัญญา กล่าวว่า สำหรับการแทรกแซงสื่อ มีขึ้นหลายครั้ง รัฐจะแทรกแซงก็แทรกแซงไป แต่ก็ต้องช่วยสื่อในการพลิกบทบาทจากที่ปลุกเร้า ไปสู่สื่อสันติภาพ ให้กลายเป็นสื่อกระแสหลักต่อไป บทบาทสื่อต้องเป็นนกพิราบคาบข่าว ไม่ใช่เหยี่ยวที่จะจิกตีประชาชน สื่อมีหน้าที่ให้สติ ไม่ใช่ปลูกฝังความโกรธแค้นจริงจัง ฝากถึงประชาชนด้วยว่า วันนี้ต้องรู้เท่าทันสื่อ อย่าเชื่อทุกอย่างที่สื่อนำเสนอ มิเช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อที่อาจนำไปสู่การก่อจลาจล ห้ำหั่นกัน จนเกิดสงครามกลางเมืองและหายนะประเทศ