
มติดีเอสไอเอกฉันท์รับคดีล้มเจ้าเป็นคดีพิเศษ
ดีเอสไอรับลูกศอฉ.มีมติเอกฉันท์รับ คดีล้มเจ้า เป็น คดีพิเศษ เผยมี 13 หน่วยงาน ร่วมกันพิจารณา ฟันขบวนการทำผิด ยันไม่ได้เจาะจงใคร แต่ดูภาพรวมการเชื่อมโยง เป็นขบวนการ เริ่มพิจารณาคดีที่ต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 49
(3พ.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ ) กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาขอให้มีมติรับคดีความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มุ่งการกระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นคดีพิเศษ ซึ่งเรื่องที่พิจารณาเป็นเรื่องที่ตั้งต้นมาจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ได้มีมติเสนอให้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจาณากรณีกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ด้วยการอาฆาตมาตร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินิ และรัชทายาท ให้เป็นคดีพิเศษ
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ที่ประชุม กคพ. ได้พิจารณากันอย่างกว้างขวาง และในที่สุดได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยการสอบสวนนั้นให้ทำการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมด 13 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดีเอสไอ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงกลาโหม ( กรมพระธรรมนูญ ) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมทางศอฉ. ได้ให้ข้อมูลอะไรบ้างในการพิจารณาให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ นายธาริต กล่าวว่า ข้อมูลส่วนสำคัญ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีความผิดต่อความมั่นคงต่อราชอาณาจักร เรื่องของการมุ่งอาฆาตมาตร้ายต่อสถาบัน ซึ่งเราจะดำเนินคดีเป็นรายบุคคล แต่จากการดำเนินการของหน่วยความมั่นคง และศอฉ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำความผิดเรื่องนี้ มีการกระทำที่เป็นเครือข่ายเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำทั้งกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้อยู่เบื้องหน้า ผู้สนับสนุนเงิน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นทาง ศอฉ. จึงเสนอให้มีการสืบสวนสอบสวนแบบภาพรวมอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่แยกทำอย่างที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า พฤติการณ์ที่ระบุว่ามีการมุ่งกระทำที่เป็นการมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นรูปธรรมของขบวนการนี้คืออะไร อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เป็นรายละเอียดของการประชุม จึงขออนุญาตไม่เปิดเผย แต่ทางหน่วยงานทั้ง 13 หน่วย จะร่วมกันค้นหาความจริง ด้วยการสืบสวนสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความผิด พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ในรายชื่อจะกระทำความผิดทุกคน กรณีของการกล่าวหา เป็นเพียงข้อกล่าวหาโดยศอฉ. ส่วนผลการสอบสวนใครกระทำถูกหรือผิด เป็นเรื่องของการสืบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้จะเริ่มพิจารณาคดีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ต่อเนื่องกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันดังกล่าว นายธาริต กล่าวว่า ต้องไปถามทางศอฉ.เนื่องจากเป็นผู้กล่าวหา ส่วนในเรื่องของกรอบเวลาการทำงานนั้นยังไม่มีการกำหนด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการโดยเร็ว และต้องรอให้ทั้ง 13 หน่วยงาน ส่งรายชื่อเพื่อเข้ามาประชุมใหญ่ แยกกลุ่มย่อยเหมือนกับคดีการก่อความไม่สงบ เพื่อแบ่งงานกันไปดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการตรวจสอบจะต้องมีการเรียกบุคคลที่มีรายชื่อทั้งหมด มาให้ข้อชี้แจงหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนในอนาคต หากมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และให้โอกาสในการพิสูจน์ความผิดความถูก โดยการนำพยาน หลักฐานต่างๆ ของผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง แต่หากรายใดที่มีการตรวจสอบแล้วมีความชัดเจนว่าไม่ได้กระทำความผิดก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาหรือเรียกตัวมา ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเรียกตัวมาสอบสวนทุกคน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายๆ ไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ในที่ประชุมมีการพูดคุยว่าอย่างไรบ้าง นายธาริต กล่าวว่าในที่ประชุมไม่ได้เจาะจงเฉพาะคนหนึ่งคนใด แต่เป็มติในภาพรวมเพื่อดูความเชื่อมโยงของขบวนการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า บุคคลที่อยู่ในต่างประเทศจะนำตัวมาดำเนินการอย่างไร อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า นั่นเป็นกระบวนการที่จะต้องทำต่อไป หากมีกรณีดังกล่าวก็สามารถดำเนินการ ตามความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไปตามกลไกการพิจารณาที่มีอยู่



