ข่าว

มาร์คแจงตปท.ติงรัฐบังคับใช้กม.น้อย

มาร์คแจงตปท.ติงรัฐบังคับใช้กม.น้อย

03 พ.ค. 2553

วุฒิถกม็อบเสื้อแดง นายกฯ -ครม.เข้าฟังพร้อมเพรียง ส.ว.นครฯ จี้ นายกฯตัดสินใจพิจารณายุบสภา อย่าอยู่นิ่งแล้วใช้สื่อสร้างความเกลียดชัง “เสธ.อู้” การันตี”จิ๋ว “จงรักภักดีมากกว่าทุกคนในศอฉ.-รบ. แนะตั้งกก.กลางประสานเจรจา “นายกฯ”รับปัญหาการเมืองแนวโน้มรุนแรง รับ

(3พ.ค.) การประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 161 เพื่อให้ครม.แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการกรณีปัญหาการชุมนุมทางการเมือง ในปัจจุบัน ของส.ว. 2 คณะ ได้แก่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และคณะ และ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และคณะ บรรยากาศการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบรัฐสภาก่อนการประชุมวุฒิสภาเป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เพื่อพิจารณา ปรากฏว่า ไม่ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวดเหมือนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการปิดถนนและตั้งเครื่องกีดขวางคอนกรีตที่หัวและท้ายถนน โดยมีตำรวจประมาณ 20 นาย พร้อมโล่และกระบอง ยืนรักษาความปลอดภัยที่ประตูทางเข้าฝั่งถนนอู่ทองในเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ประสานกับรัฐมนตรีให้มาร่วมรับฟังและชี้แจงต่อวุฒิสภา ส่วนนายกฯยังไม่พิจารณาว่าจะเข้าร่วมประชุมหรือไม่

 อย่างไรก็ดีปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเดินทางออกจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 08.45 น. ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อร่วมชี้แจงในการอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภา ทั้งนี้เมื่อมาถึง นายกฯได้สั่งให้พลขับวนรถไปจอดที่หน้าอาคารรัฐสภา 2 จากปกติจะจอดที่ชั้นลอยของอาคารรัฐสภา 1 จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เดินขึ้นไปยังห้องทำงานของนาย ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่ชั้น 3 ของอาคารดังกล่าว แต่เนื่องนายประสพสุขไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงาน นายอภิสิทธิ์ จึงกลับออกมาและเดินเข้าไปยังห้องพักรับรองนายกรัฐมนตรีที่ ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 1 โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ตั้งใจจะมาคุยเรื่องกรอบการประชุมของวุฒิสภา แต่ไม่เจอกัน”

ส่วนการประชุมวุฒิสภาเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.50 น. มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมากเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ลุกหารือว่า ฟังข่าวเมื่อเช้าได้ยินว่า ถ้าส.ว.อภิปรายแล้วพูดถึงข้อมูลที่รัฐบาลไม่ถูกใจ จะตัดการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทันที ทำให้นายประสพสุข ชี้แจงว่า คงไม่ใช่ และรัฐบาลคงต้องรับฟังให้ได้ และแจ้งว่า มีการถ่ายทอดสดทาช สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และทีวีไทย ตลอดทั้งการประชุม โดยมีส.ว.แจ้งความจำนงอภิปราย 79 คน คนละ 7 นาที ซึ่งขอให้ส.ว.อภิปรายโดยมองไปข้างหน้าเพื่อให้ทางออกแก่ประเทศ

 ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า นายกฯสั่งการให้ถ่ายทอดสด ตนก็เตรียมการแล้ว เพียงแต่ได้หารือกับ ประธานวุฒิสภาไว้ว่า 1.หากต้องมีการรายงานสถานการณ์เร่งด่วน ต้องขออนุญาตตัดไปรายงานข่าว 2.มีข้อกังวลว่า การอภิปรายใด หากทำให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงหรือกระทบทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ก็ต้องดำเนินการตามประกาศของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือของดถ่ายทอดเฉพาะช่วงนั้น ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจจะปิดหูปิดตา ไม่ใช่ตั้งใจกลั่นแกล้ง ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการอภิปรายในทางไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ยินดีรับฟัง แต่การอภิปรายใดที่ไปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ไม่ควรอภิปราย จึงขอให้อภิปรายเสนอแนวทางออกของประเทศ และคงไม่มีปัญหาอะไรหากวุฒิสภาอภิปรายตามที่แนวทางดังกล่าว และความเห็นต่างสามารถนำเสนอได้ทางสื่อของรัฐ

จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาญัตติ โดยส.ว.กลุ่มแรกคือ กลุ่มนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหาและคณะ ได้เวลาอภิปรายนำ 1 ชั่วโมง ซึ่ง นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช ตัวแทนผู้เสนอญัตติกลุ่มแรก อภิปรายเป็นคนแรกว่า ปัญหาการเมืองไทยมีความซับซ้อนและสืบเนื่องยาวนานต้องแก้ทั้งระบบ แต่หากจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องเข้าใจว่า เหตุเริ่มจากการล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทีมีปัญหาการทุจริตโดยกระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 ต่อมามีการร่างกติกา และได้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งได้ นายกฯมาสองคนก็โดนคนกลุ่มหนึ่งชุมนุมขับไล่ พอมาเป็นรัฐบาลนี้ ก็มีอีกกลุ่มออกมาขับไล่

นายสิริวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา แม้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำนปช. แต่ภายหลังทั้งสองฝ่ายกลับเลิกที่จะเจรจา ตนเห็นว่า บ้านเมืองยังมีทางออกหลายแบบแต่ผลที่ตามมาจะต่างกัน คือ 1.ยุบสภา โดยทั้งสองฝ่ายรวมถึงภาคสังคม มีจุดร่วมเดียวกันแล้วคือ ยุบสภา เพียงแต่วันเวลาการยุบยังไม่ตรงกัน 2.ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลที่เสนอทางเลือกว่า ปราบเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้ยาก เพราะมีคนมาชุมนุมจำนวนมาก เหตุวันที่ 10 เมษายน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าไม่ควรทำอีก และฝ่ายกองทัพก็ไม่มีความเป็นเอกภาพกับฝ่ายการเมือง และถึงแม้จะปราบสำเร็จ แต่ก็จะมีขบวนการต่อต้านทั่วประเทศยิ่งแย่ไปกันใหญ่

นายสิริวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าทางออกอื่นๆที่คิดกันใช้ไม่ได้ การยุบสภาก็น่าจะต้องพิจารณา เพราะเป็นกลไกของประชาธิปไตย และไม่จำเป็นที่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติตั้งขัดแย้งกัน เพราะมีการยุบออกบ่อยๆช่วงที่ตนได้เปรียบทางการเมือง ฉะนั้นการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 2,000 ล้าน น่าจะดีกว่าการปล่อยช้าแล้วยิ่งเสียหาย ส่วนข้ออ้างที่ว่า หากยุบสภาไป รัฐบาลเพื่อไทยขึ้นมา ก็จะมีพันธมิตรฯขึ้นมาต่อต้าน ตนก็คิดว่า ไม่เป็นไร ถ้ามีเหตุผลเหมาะสมว่า ต้องยุบก็ต้องยุบ เลือกไป 10 ครั้ง 20,000 ล้าน ยังเสียหายน้อยกว่าตอนนี้ และยิ่งเลือกตั้งมาก ประชาชนก็ยิ่งเรียนรู้ และดีเสียอีกที่นักการเมืองจะไม่มีเงินไปซื้อเสียงทุกครั้ง แค่ถ้าไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้ทีวีของรัฐออกข่าวด้านเดียว ความเกลียดชังในหัวใจของคนต่อฝ่ายตรงข้ามก็จะตามมา เหมือนรวันดาที่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นแมลงสาบ หรือสมัยตุลาคม 2519 ที่มีพระบอกว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่ตอนนี้ฝ่ายรัฐกลับมีการกล่าวหาอีกฝ่ายว่า ล้มเจ้า ทั้งที่ไม่มีใครคิดอย่างนั้น เพราะประชาชนคนไทยทุกคนรักเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้นวันนี้ต้องตัดเงื่อนไขสงครามกลางเมือง การรัฐประหาร

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ขณะนี้การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมไม่ง่าย เมื่อสังคมคิดว่า หนทางแก้ไขคือเจรจา ทุกฝ่ายก็ต้องลดความตึงเครียด จึงมีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.เรียกร้องแกนนำผู้ชุมนุมให้พิจารณาว่า ตอนนี้เศรษฐกิจเสียหายกว่า 50,000 ล้านบาท ผู้คนตกงาน ถ้าชุมนุมต่ออีก 1 เดือน จีดีพีจะลดลงร้อยหนึ่ง 2.ทุกฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่นำไปสู่ความรุนแรง รัฐบาลต้องระวังการใช้ความรุนแรง 3.ขอให้ทุกฝ่ายยุติการเสนอข่าวด้านเดียวและปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก ทั้งนี้แผนผังที่ศอ.ฉ.กล่าวหาอีกฝ่ายรวมถึงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับได้ ไม่มีใครเชื่อ เป็นการดิสเครดิต ตนอยู่กับพล.อ.ชวลิต มานาน ยืนยันว่า พล.อ.ชวลิต จงรักภักดีอย่างที่สุด มากกว่าทุกคนที่อยู่ในศอฉ.และทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลนี้ โดยพร้อมถวายชีวิตปกป้องสถาบัน ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต ได้รับเครื่องราชฯเกือบทุกตระกูล ดื่มน้ำพิพัฒสัตยา เป็นราชองครักษ์พิเศษอยู่ แล้วจะคิดแบบนี้เมื่ออายุ 70 กว่าปี จึงเป็นไปไม่ได้ ตนขอรับรอง 4.มีกรรมการกลางขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อมีการเจรจา การที่นายกฯระบุว่า จะประกาศโร้ดแม็ปภายใน 1-2 วัน ก็ขอให้เร่งประกาศ ต้องบอกเลยว่า จะทำอะไรบ้างในช่วงกี่เดือน

นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ส.ว.อภิปรายเสนอให้เข้าสู่กระบวนการปรองดอง ตนยอมรับว่า บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องนี้มาหลายปีแต่ยังแก้ไม่ได้ และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แต่ รัฐบาลนี้เข้ามาได้ 1 ปี 4 เดือน ก็พยายามไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง แม้การแสดงออกการเมืองบางครั้งจะสร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายใดๆบ้าง แต่ก็เป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย ตนพยายามรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย เหตุเมษายน 52 ก็ใช้กระบวนการสภามาแล้ว มีคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ชุดหนึ่งเสนอการแก้ปัญหาเร่งด่วนว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เห็นด้วยในการแก้บางประเด็น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการแก้ โดยขอให้ไปถามความเห็นประชาชนก่อน แต่สุดท้ายที่การปฏิบัติไม่เกิดขึ้น เพราะพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย ส่วนที่เสนอให้รัฐบาลไม่ลดละการเจรจา รัฐบาลก็ทำมาแล้วสองครั้ง และยืนยันว่า ยังไม่ลดละความพยายามในการสร้างการปรองดอง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการขอคืนพื้นที่และปฏิบัติการณ์ใดๆของรัฐบาล ที่ส.ว.ระบุว่า ต่างประเทศไม่ยอมรับ ตนขอชี้แจงว่า แม้ต่างประเทศจะมีความเห็นต่างๆกัน แต่ตัวแทนที่เป็นทางการของหลายประเทศ ระบุว่า รัฐบาลไทยยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเข้มแข็งเพียงพอ ส่วนที่พูดกันว่า ผู้นำเหล่าทัพโดยผบ.ทบ.สนับสนุนให้ยุบสภา ตนยืนยันว่า ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการยุบสภา และยังบอกด้วยว่า การยุบสภาเป็นแนวทางที่ทำได้และควรพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยุบเลยตามข้อเสนอของผู้ชุมนุม เพราะต้องดำเนินการอะไรหลายอย่างให้บรรยากาศสันติมากกว่านี้ก่อน ส่วนเรื่องวันที่ 10 เมษายน ขอให้รอกรรมการอิสระตรวจสอบ แต่ยืนยันได้ว่า รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ผู้ที่ก่อความรุนแรงก่อน รวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ ตลอดจนเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งถ้าไม่มีผู้ใช้อาวุธแฝงตัวอยู่ ปฏิบัติการณ์ใดๆของรัฐบาลจะไม่นำไปสู่ความสูญเสียแน่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ตนบอกว่า จะนำเสนอโร้ดแม็ป หรือคำตอบทางการเมืองออกมานั้น ต้องมาจากการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังเพียงจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นคำตอบให้ส่วนรวมทั้งหมดได้ ที่ส.ว.ถามว่า ทำไมไม่มอบหมายให้คนนั้นคนนี้ไปเจรจา ตนเห็นว่า กระบวนการนี้ต้องรับฟังอย่างครบถ้วนจากทุกฝ่าย ส่วนจะมีองค์กรจากต่างประเทศมาช่วยรับฟัง ไม่เป็นไร เพราะในประเทศมีมากพออยู่แล้ว ซึ่งเมื่อรับฟังมาได้แล้ว ก็เป็นดุลพินิจที่พิจารณา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาการเมือง รัฐบาลไม่อยากสร้างความรุนแรง ข้อหาการก่อการร้าย การล้มสถาบัน มีข้อเท็จจริง ไม่ใช่ไม่มี แต่การมีข้อเท็จจริงไม่ใช่หมายความว่า การชุมนุมเกี่ยวข้องกับสองเรื่องนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่เคยพูดเหมารวม ขณะเดียวกันก็อย่าไปสรุปว่าไม่มี เพราะมีการกระทำที่กำลังสอบสวนและมีแนวโน้มไปในทางว่า เป็นจริง ซึ่งการก่อการร้าย วินาศกรรม อาวุธสงคราม มีแน่นอน การจะบอกว่า มีการกระทำแบบนี้แล้วไม่บังคับใช้กฎหมาย คงเป็นเรื่องอันตราย หรือการมีเรื่องหมิ่นเหม่สถาบัน แล้วบอกว่าไม่ให้เข้าไปแตะเพราะจะกลายเป็นดึงมาเป็นเรื่องการเมือง ก็คงไม่ได้ แต่รัฐบาลจะไม่เอามาเป็นเงื่อนไขจะชนะคะคานทางการเมือง แต่ต้องแก้ไขปัญหาให้ได้จริง ซึ่งขณะนี้มีปัญหาการเมืองและความมั่นคง ไม่สามารถแก้เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ผู้เสนอญัตติคณะที่สอง กล่าวว่า หลังเหตุวันที่ 10 เมษายน นายกฯยอมรับต่อสาธารณะว่า เป็นเรื่องประเมินต่ำไป ไม่คิดว่า จะมีกองกำลังเตรียมสร้างความสูญเสีย หรือ เหตุที่สีลมวันที่ 22 เมษายน นายกฯบอกว่า เตรียมมาตรการแล้วแต่ไม่นึกว่า จะมีการใช้อาวุธขนาดนี้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีการปะทะ ตนเห็นว่า การประเมินผิดพลาดยังพอให้อภัยได้ได้ฐานะปุถุชน แต่หากยังประเมินพลาดต่อไปอีก เดิมพันไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ต่อไป แต่เดิมพันถึงระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และรัฐชาติ ทั้งนี้ สถานการณ์ขนาดนี้ รัฐบาลยังบริหารแบบภาวะปกติ ตนคิดว่า ไม่ได้ แต่ต้องวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงาน เพราะ การชุมนุมของนปช. เป็นต่อสู้เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ตรงนี้ก็ต้องแก้ แต่ก็มีขบวนการอีก 2 เรื่อง ซ้อนทับเข้ามาด้วยนั่นคือ การต่อสู้เพื่อให้กลับมาได้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และขบวนการล้มสถาบันที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นปีๆ มีการปลุกระดมเรื่องล้มอำมาตย์ แต่ถ้อยคำจำนวนมากที่ทั้งปราศรัย หรือแถลง หรือชุมนุมใหญ่หลายๆที่หลายๆครั้ง ของแกนนำทั้งในและนอกสภา ทั้งที่เป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลัง กระทบไปถึงสถาบันเบื้องสูง มีการสร้างรัฐไทยใหม่ มีสัญญาณเตือนมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งก่อนมาถึงการชุมนุมครั้งนี้

 นายคำนูณ พล.อ.ชวลิต เคยออกหนังสือ "ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า" ในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง จึงขอให้รัฐบาลและศอ.ฉไปหารือกับ พล.อ.ชวลิต เพื่อขอความร่วมมือ หลายฝ่ายพยายามเสนอแนวทาง แต่นายกฯหรือพรรคร่วมรัฐบาลยังนึกไม่ถึงปัญหาทั้งหมดอย่างเห็นภาพรวมที่แท้จริงเพียงพอ ทำให้ขบวนการสถาปนารัฐไทยใหม่สามารถโฆษณาได้อย่างเสรี ผ่านทีวี อินเตอร์เน็ต บางช่วงสามารถโฆษณาผ่านทีวีช่อง 11

 “วันนี้การชุมนุมที่ราชประสงค์จะจบลงเพียงไร แต่ประเทศไทยไม่เหมือนก่อนแล้ว ยุคใหม่ของไทยกำลังเดินทางมาถึง แต่จะเป็นยุคใหม่แบบไหน ระหว่างรัฐไทยเก่าล่มสลาย หรือ รัฐไทยเก่าดำรงอยู่แต่พัฒนาเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการด้วยตนเอง ทั้งนี้ ไม่ใช่คนเสื้อแดงหรือแกนนำทุกคน จะเห็นด้วยกับการสร้างรัฐไทยใหม่ หรือการจาบจ้วงสถาบัน แต่เขาอาศัยตรงนี้เข้ามาเป็นตัวช่วยเพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา เป็นขบวนการแปรรูปสองนคราประชาธิปไตยมาเป็นหนึ่งนคราสาธารณรัฐ สถานการณ์เดิมพันนี้เหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง ตนขอเสนอวิธีการแก้ปัญหาคือ จัดการขบวนการก่อการร้าย ขบวนการจาบจ้วงละเมิดสถาบัน และการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย โดยต้องทำรอบคอบ ไม่ตั้งเป้าว่าจะทำเสร็จในกี่วัน แต่อีกด้านหนึ่งที่ทำคู่กันคือ ปฏิรูปประเทศยกเครื่องครั้งใหญ่ “นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูณ กล่าวว่า ปัญหาเดิมพันด้วยชีวิต อนาคตประเทศ เป็นนิมิตรหมายที่ดีนายกฯ พร้อมรับฟัง และแผนปฏิรูปประเทศจะออกมาในไม่ช้า อยากให้นายกฯ เร่งให้เกิดรูปธรรมเร็วที่สุด เพราะแผนปฏิรูปประเทศจะเป็นข้อเสนอทางการเมืองที่เหนือกว่าการรุกทางการเมืองกับคนเสื้อแดง ซึ่ง 2 เดือนที่รัฐบาลนำข้อเสนอทางการเมืองกับคนเสื้อแดงยังเป็นข้อเสนอที่ด้อยกว่า เช่น การพูดเรื่องระยะเวลาการยุบสภา ตนติดใจสิ่งที่นายกฯ จะทำก่อนการยุบสภา ไม่ใช่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่รอให้การชุมนุมที่ราชประสงค์จบไปแบบใดแบบหนึ่ง เพราะไม่ทราบว่าการชุมนุมจะจบลงวันไหน วันนี้นายกฯ ยังไม่สร้างความประทับใจให้ตน ตลอดวิกฤตที่ผ่านมา ตนทราบดีว่านายกฯ ไม่สามารถทำได้ทุกอย่างตามใจนึก แต่เพราะกลไกไม่เอื้อ มีปัญหาเรื่องการบริหารระบบราชการ ตนขอตั้งคำถามว่านายกฯ เคยเรียกประชุมข้าราชการครั้งใหญ่หรือไม่ เคยชี้แจงหรือไม่ว่า ประเทศกำลังเผชิญกับโรคร้ายครั้งใหญ่ มีข้าราชการที่ไปพินอบพิเทาให้กับนักการเมืองเพื่อการโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่า นายกฯ บอกจะยุติการเมืองที่ล้มเหลว แต่ข้อจำกัดของการเมืองที่ล้มเหลวมัดมือมัดเท้านายกฯ ที่ทำให้ก้าวไม่ออก นายกฯจะต้องใช้กุญแจไขประตูทางออกที่การเมืองล้มเหลว ด้วยการใช้ประชาชน แต่ไม่ใช่การจัดม็อบขึ้นมาชน แต่ต้องทำอะไรที่แหกกฎ แหกจากกรอบการเมืองแบบเก่าหรือการเมืองที่ล้มเหลวด้วยการชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ตนเชื่อด้วยเสน่ห์สาธารณะของนายกฯ สังคมพร้อมรับฟังแต่ต้องการชี้แจงไม่ใช่แค่เรื่องยุบสภาหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯต้องเปิดประตูการเมืองที่ล้มเหลวด้วยการปฏิรูประเทศ

ด้านนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงอีกครั้งว่า ข้อเสนอของส.ว.กลุ่มที่สอง ที่เสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศ ตอนนี้รัฐบาลได้กลุ่มคนที่เป็นตัวแทนประชาชนภาคต่างๆ ครบหมดแล้ว และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้ว ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า เป้าหมายการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้ คนที่เป็นเจ้าของคือภาคประชาชน ฉะนั้น ตอนนี้กำลังดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นผ่านวิธีการต่างๆ เช่น สัมมนา สมัชชา และจะรวบรวมมาเสนอรัฐบาลอีกครั้งเพื่อดำเนินการ