
สมาคมนักข่าวฯจี้สื่อร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯออกแถลงการณ์จี้สื่อร่วมสร้างสันติ ภาพ ยุติธรรม รับผิดชอบต่อสังคม "สุนัย" ระบุ สื่อเลือกข้างได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ มีความเป็นวิชาชีพ และไม่แสดงความคิดเห็นเป็นไปในทางยั่วยุ
(3พ.ค.) ที่สมาคมนักข่าวฯ เวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ร่วมสร้างสันติภาพ ยุติธรรม รับผิดชอบต่อสังคม โดยนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 3 พ.ค.ของทุกปี เป็น "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก" เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชน 3 สมาคมวิชาชีพสื่อ จึงเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนประเภทต่างๆ พึง ตระหนักว่าท่ามกลางวิกฤติของประเทศในขณะนี้ การทำหน้าที่สื่อมวลชนจะต้องวางเป้าหมายการรายงานข่าว "เพื่อสันติภาพ ความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม" กล่าวคือ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง รวมทั้งเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียม และต้องรายงานถึงสาเหตุของปัญหารวมถึงนำเสนอทางออก
2.ขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยุติการใช้สื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง โดยการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน 3.ขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีความจริงใจในการปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เร่งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการจัดสรรและกำกับดูแลคลื่นความถ่ใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรม รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายกำกับดูแลประกอบกิจการวิทยุกกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองคลื่นความถี่ต้องแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปตัวเองให้ตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยฝ่ายรัฐบาลต้องยุติการแทรกแซงและใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง
4.ขอให้ประชาชนใช้วิจารญาณในการับข้อมูลข่าวสาร เปิดใจให้กว้างรับฟังความเห็นที่หลากหลายจากสื่อมวลชน และพึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับข่าวสารจากสื่อที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง และ 5.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำของทุกฝ่ายที่ละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน เป็นสิ่งที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่อาจยอมรับได้และจะต่อสู้เรียกร้องจนถึงที่สุด
นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ที่มีต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ณ วันนี้ จำนวน 1,251 คน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค. โดยประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.07% เห็นว่าสื่อมวลชนในวันนี้มีเสรีภาพน้อยเกินไป เพราะไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้เต็มที่, นำเสนอได้เพียงบางส่วน มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชน ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบัน ประชาชนต้องการให้สื่อมวลชนมีบทบาทเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ในสังคมอย่างใกล้ชิด และเกาะติดสถานการณ์ คิดเป็นร้อยละ 30.19%และเชื่อว่าสื่อมวลชนสามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ ด้วยการเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน เรียกร้อง หรือนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม คิดเป็นร้อยละ 25.73%
จากนั้นเวลา 10.30 น. มีการเสวนา "สื่อเสรีร่วมสร้างสันติภาพอย่างไร โดยมีนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch นายเอกพันธ์ ปิณฑวนิช นักวิชาการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอิสระ และนายพนา ทองมีอาคม กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกันเสวนา
นายสุนัย กล่าวว่า ในทรรศนะส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีปัญหามาจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่ขณะนี้สถานการณ์ได้นำพาประเทศไทยมาสู่ความแตกแยก และแพร่แกระจายไปสู่ทุกภาคส่วนของสังคมและระดับประเทศ เนื่องจากปัญหาได้หยั่งรากลงไปถึงระดับครัวเรือน เห็นได้จากแม้แต่ในครัวเรือนเดียวกันก็เห็นต่างกัน และพร้อมจะใช้กำลังต่อกัน และเมื่อมองย้อนกลับมาที่เวทีราชประสงค์หากมีการสลายไปแล้วปัญหาจะยุติหรือไม่ ตนมองว่าปัญหาจะไม่ยุติ เพราะปัญหาขณะนี้นำมาสู่เงื่อนไขของสภาพสงครามการเมือง ที่รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สภาพเช่นนี้มองว่าสื่อมวลชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ เป็นเหยื่อเช่นเดียวกันฝ่ายอื่น เนื่องจากสังคมมีการแบ่งข้างแยกขั้วกันอย่างชัดเจน เแนวทางการนำเสนอของสื่อมวลชนหากไม่ถูกหูถูกใจของผู้ชุมนุมหรือฝ่ายใดก็ตาม ความยับยั้งชั่งใจของคนก็จะลดน้อยลงไปทำให้สื่อกลายเป็นเป้า แม้กระทั่งบนเวทีของผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นสีแดงหรือสีเหลืองก็เคยประกาศขึ้นบัญชีสื่อบางสำนักมาแล้ว
นายสุนัย กล่าวว่า การเลือกข้างของสื่อขณะนี้เป็นไปใน 2 ลักษณะ คือจากทิศทางนโยบายของสื่อเอง หรืออิทธิพลของเจ้าของ นายทุน และอิทธิพลอุดมการณ์ของตัวสื่อเอง ซึ่งตนมองว่าสื่อสามารถเลือกข้างได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ และต้องมีความเป็นวิชาชีพ ไม่แสดงความคิดเห็นเป็นไปในทางยั่วยุ การปั้นสื่อของตัวเองขึ้นมาโดยต้องไม่รายงานข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อให้ประชาชนเลือกข้างนั้นเป็นการไม่รับผิดชอบ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงสื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญตนไม่อยากเห็นบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นจนนำไปสู่การลุแก่อำนาจ โดยอ้างเพื่อรักษาความสงบ แต่รัฐเลือกที่จะปิดกั้นสื่อบางสื่อ ขณะที่สื่อที่สุดโต่งบางแห่งกลับได้รับการยกเว้นไว้ ทั้งนี้ สมาคมวิชาชีพสื่อเองจะต้องมีบทบาทในการตรวจสอบจรรยาบรรณที่มากกว่านี้ ขณะที่ในตัวสื่อเอง หรือนักข่าวในฐานะปัจเจกบุคคลจะต้องนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม เห็นว่าสถานีพีทีวี มีลักษณะของการบิดข้อมูล นำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นจริงอย่างชัดเจน ส่วนสื่อของรัฐอย่างสถานีช่องเอ็นบีที ที่เป็นสื่อของรัฐก็เป็นสื่อเลือกข้าง มีธงของรัฐอยู่ ดังนั้นผู้รับสื่อจะต้องรู้ว่าสื่อที่เรารับเป็นสื่อที่เลือกข้างแล้ว ขณะเดียวกันตนเชื่อว่าการยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะถอดชนวนปัญหาได้ แต่ยังรู้สึกเป็นห่วงว่าบรรยากาศการจะออกไปหาเสียงจะไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน
นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากการได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ขณะนี้เห็นว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นช้าไป ขณะที่การชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ยังขาดพื้นฐานทางวัฒนธรรม แต่โดยส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นสงครามการเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม เนื่องจากความเร่าร้อนในอารมณ์ หรือผู้ที่คัดค้านการชุมนุมเท่านั้น แต่สงครามการเมืองหากจะเกิดขึ้นต้องเป็นการระดมคนจาก 2 ฝ่าย ให้มาปะทะกันแต่ต้องไม่ใช่เพื่อยุบสภา นอกจากนี้ยังเห็นว่าอุดมการณ์ของเสื้อแดงยังไม่ปรากฎ เพราะมีแต่แนวคิด-นโยบายที่ต้องการให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่สิ่งที่แฝงอยู่ข้างหลังที่มีการพูดถึงกันคืออาจทำเพื่อทักษิณ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความจริงที่ยืนยันได้ หรือแม้กระทั่งข้อกล่าวหากระบวนการล้มสถาบันก็ตาม ทั้งนี้ ตนขอตั้งฐานความจริงเกี่ยวกับสื่อมวลชนในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าหลายรูปแบบ สื่อไม่จำเป็นต้องมาตรวจสอบกันเอง หรือ ปิดกั้นกัน เช่น วิทยุชุมชน การปิดเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของเรา แต่หากตนเป็นรัฐก็จะไม่ทำ
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า การทำหน้าที่ของสื่อควรทำตัวให้เป็นสื่อมืออาชีพ กล่าวคือ 1.จะต้องให้ข่าวสารความจริงอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบความจริง 2.เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งเมื่อประชาชนเสพข่าว สื้อต้องตั้งหน้าตั้งตาให้ความรู้ และการศึกษา อย่าพาดพิง เช่นการให้ความรู้เรื่องการชุมนุมโดยอหิงสาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอหิงสาที่แท้จริงคือต้องสงบตั้งแต่ในใจ ไม่ใช้วาจาที่หยาบคาย เป็นต้น เมื่อให้คววามรู้ไปแล้วต่อไปก็ให้ประชาชนคิดเอง 3.การให้ความเห็น ทั้งนี้มองว่าสื่อสามารถเลือกข้างได้เพราะเป็นเรื่องของเสรีภาพ โทรทัศน์สีแดง เหลือง จะทำอะไรก็ทำได้ แต่ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าตัวเองเลือกข้าง ขณะที่สื่อที่แสดงตัวว่าเป็นอิสระก็ต้องให้ข้อมูลอย่างสมดุล 4.สื่อจะต้องมีเวทีให้กับสาธารณชนทุกฝ่าย เวลานี้เป็นความขัดแย้งของฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ หรือฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดงแล้วแต่จะเรียก และฝ่ายรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ควรให้เขามีเนื้อที่ได้แสดงความคิดเห็น ส่วนกรณีการนำเสนอข่าวของช่อง 11 มองว่ารัฐบาลโชคร้ายที่เป็นเจ้าของสื่อ ซึ่งตนเชื่อว่าจะดีมากหากรัฐบาลปล่อยให้สื่อมีความเป็นอิสระ เราจะเห็นว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายการใหม่เกิดขึ้นหลายรายการ ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่าเพราะอะไร นอกจากนี้ขอเสนอแนะเกี่ยวกับกรณีที่สื่อโทรทัศน์นำเสนอข่าว และรายงานพิเศษที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตแล้วนั้น เพราะทำแล้วได้ลูกค้า ได้คนดู แต่อยากให้นักข่าวตามล่าหาข้อเท็จจริงให้ไปที่อูกันดาเลย เพื่อนำข้อเท็จจริงมาเสนอ นอกจากนี้ มองว่าปัจจุบันเนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้สื่อกระแสหลักต้องมีการปรับตัว แต่สื่อต้องไม่ลืมว่าการให้ข่าววสารข้อมูลที่ถูกต้องครอบคลุมเพียงพอทำให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยได้
นายพนา ทองมีอาคม กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขอชี้แจงว่าการปิดสถานีพีทีวีปไม่เกี่ยวกับ กทช. เพราะ กทช.ไม่มีอำนาจไปปิดได้ ทุกวันนี้อำนาจของ กทช.มีอย่างค่อนข้างจำกัด คือ อำนาจการให้ใบอนุญาตชั่วคราวเคเบิลทีวี และวิทยุชุมชนเท่านั้น ส่วนการดูแลเนื้อหาก็มีอยู่อย่างจำกัดเช่นเดียวกัน ซึ่งการดูแลเป็นหน้าที่ของอนุคณะกรรมการฯ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเพราะไม่มีทีมงาน ทั้งนี้เห็นว่ากรณีของการปิดสถานีพีทีวี เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะปัจจุบันออกอากาศผ่านดาวเทียมและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งนี้อยากแนะสื่อควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการสร้างเสรีภาพ และรับผิดชอบต่อสังคม เพราะสื่อมีพลังมากที่จะโน้มนาวต่อสังคมในช่วงวิกฤตการเมืองขณะนี้



