
"ทำไมเสื้อแดงกับโจรใต้ข้อหาต่างกัน"
การชุมนุมของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล "ยุบสภา" กว่า 50 วัน ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศมหาศาล โดยเฉพาะการปักหลักชุมนุมที่ราชประสงค์ ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจของประเทศ
การเคลื่อนของ “คนเสื้อ” ที่ทำให้สังคมไทยและสังคมโลกยอมรับไม่ได้คือ การบุกรุกเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยอ้างว่าต้องการค้นหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร และจับกุม 2 คนงานก่อสร้างโรงพยาบาล ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่การ์ด นปช.อีกด้วย
ผลของการบุกรุกโรงพยาบาลในครั้งนั้นทำให้โรงพยาบาลต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยใน โดยเฉพาะผู้ป่วยคนชราและเด็กออกจาก “ตึก ภปร” และ “ตึก สก” ซึ่งเป็นตึกที่อยู่ใกล้สถานที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ปรากฏว่าระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีผู้ป่วยชายอายุ 70 ปี เกิดอาการช็อก จนต้องเลี้ยวรถนำผู้ป่วยเข้าห้องไอซียูโรงพยาบาลใกล้เคียงที่สุดจนถึงขณะนี้อาการก็ยังไม่ดีขึ้น
“สัก กอแสงเรือง” เข้ารับมอบงานในฐานะ “นายกสภาทนายความคนใหม่” ได้เพียงสัปดาห์เดียว กล่าวถึงบทบาทของ “สภาทนายความ” ในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ประชาชนที่เดือดร้อนจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ โดยดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนจะฟ้องใครก็ให้ดูว่าเรื่องเกี่ยวข้องกับใคร ใครเป็นผู้สนับสนุนก็สามารถร้องเรียกค่าเสียหายได้ สำหรับการช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมชุมนุมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่สามารถเดินทางออกจากที่ชุมนุมได้ “สัก” กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลได้มอบให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ดำเนินการแล้ว ทั้งเรื่องการเชิญชวนให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกลับบ้าน หรือการถูกหลอกให้มาชุมนุมก็สามารถแจ้งต่อรัฐบาลได้ ส่วนจะให้สภาทนายความเข้าไปดำเนินการถึงขั้นตั้งโต๊ะรับฟังปัญหาและพาผู้ชุมนุมออกมาก็คงต้องลำบาก ต้องดูเรื่องสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ด้วย
“สัก” ได้กล่าวถึงการชุมนุมตามกรอบของรัฐธรรมนูญว่า หากเป็นการชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือสร้างความเสียหายต่อส่วนรวม ซึ่งเรื่องนี้ศาลได้มีคำพิพากษาของศาลไปแล้ว
สำหรับเหตุการณ์ “พายัพ ปั้นเกตุ” แกนนำคนเสื้อแดง บุกรุกเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ “สัก” กล่าวว่า โรงพยาบาลสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้ ส่วนที่แกนนำบอกการเข้าไปไม่ใช่มติ หรืออ้างว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลพาตรวจ ก็ต้องดูว่าอยู่ในภาวะจำยอมหรือไม่ การบุกรุกทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และการบุกรุกโรงพยาบาลก็ถูกกระแสสังคมกดดัน เพราะถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎกติกาที่ชาวโลกกระทำกัน ส่วนญาติผู้ป่วยสามารถฟ้องร้องต้นเหตุ ผู้สนับสนุนจนทำให้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้
“สัก” ได้ตั้งข้อสังเกตกรณี “พายัพ” ซึ่งพาคนเสื้อแดงบุกรุกโรงพยาบาลว่า ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ทำไมไม่จับกุมนายพายัพ เพราะเป็นผู้ต้องหาและการบุกโรงพยาบาลซ้ำอีกก็เป็นความผิดซึ่งหน้า ทำไมไม่เข้าไปจับกุมหรือเข้าไปป้องกันและระงับการกระทำ แต่ไม่มีใครเข้าไปปกป้องเหตุการณ์ดังกล่าว
“สัก” กล่าวว่า พฤติกรรมและการกระทำของแกนนำ นปช.เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกฎหมายหลายคนตั้งข้อสงสัยน่าจะเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย ซึ่งทราบมาว่าขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมพิจารณาเป็นคดีพิเศษแล้ว และสิ่งที่ควรพิจารณาคือพนักงานสอบสวน ถ้าเอาไปแยกส่วนอาจได้ข้อหาเบา แต่ถ้าไม่แยกส่วนจะได้การกระทำผิดครบถ้วนยิ่งขึ้น
“เหตุการณ์ที่อนุสรณ์สถานฯ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองมีการใช้อาวุธจึงทำให้มีคนบาดเจ็บ-ตาย ข้อเท็จจริงเห็นชัดเจนน่าจะถูกตั้งข้อหากบฏ หรือผู้ก่อการร้าย ซึ่งเห็นว่าการสอบสวนน่าจะมีความผิดมากกว่าแค่จำคุกเพียง 2 เดือน” นายกสภาทนายความคนใหม่ กล่าว
“สัก” กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการกระทำผิดของผู้ต้องหาในเหตุการณ์ที่อนุสรณ์สถานฯ น่าจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 215 และมาตรา 216 และควรจะฟ้องร้องต่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดไม่ใช่ศาลแขวง เพราะฟ้องศาลอาญาจะมีโทษหนักกว่าโทษจำคุก 7- 20 ปี แต่เมื่อเทียบกับพฤติกรรมนี้ถ้ากระทำผิดในภาคใต้ข้อหาจะหนักจะมีโทษเป็นผู้ก่อการร้าย มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต จึงอยากถามผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำไม 2 แห่ง 2 กรณี จึงตั้งข้อหาต่างกัน
“ทำไมโทษของคนเสื้อแดงกับโจรใต้จึงมีการตั้งข้อหาต่างกัน อยากถามว่าสองมาตรฐานหรือไม่ ทั้งที่การกระทำความผิดของคนเสื้อแดงในขณะนี้โดยเฉพาะที่อนุสรณ์สถานฯ เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงด้วยซ้ำ” นายกสภาทนายความ กล่าว
สำหรับการดำเนินคดีจะสามารถเชื่อมโยงกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำหรือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการชุมนุม “สัก” กล่าวว่า ทราบว่าขณะนี้ดีเอสไอกำลังสอบอยู่ ส่วนการโอนสัญชาติ หรือการแกล้งตายความผิดไม่พ้นตัวได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนชื่อ ที่อยู่ สัญชาติหากสอบสวนพบว่ามีความผิดก็ไม่สามารถระงับความผิดได้ ใครเป็นผู้กระทำความผิดหรือเกี่ยวโยงถึงใครเป็นผู้สนับสนุนก็ต้องได้รับโทษ
ส่วนกระแสข่าว แกนนำ นปช.มีการขอนิรโทษกรรม “สัก” กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่อยู่ในเหตุการณ์ที่ควรมีการนิรโทษกรรม เพราะทุกครั้งที่นิรโทษเหตุการณ์ต้องผ่านไปแล้ว ถ้ายังทำอยู่ก็ไม่น่าเข้าข่าย ถ้าเหตุการณ์ดำรงอยู่ต่อเนื่อง ถ้านิรโทษอาจเป็นการอนุญาตให้ทำต่อไปหรือไม่ สำหรับการจับตายโดยหลักกฎหมายจับตายไม่ได้ หากจะมีการจับตายต้องมีความจำเป็นจริง เช่น มีการต่อสู้ขัดขวาง ทำร้ายเจ้าหน้าที่ จึงจะสามารถใช้มาตรการรุนแรงได้ แต่ถ้าตั้งเป้าจับตายก่อนไม่ถูกต้อง
ขณะที่คนเสื้อแดงยังคงกระทำผิดฝ่าฝืนกฎหมาย โดยทางรัฐบาลดูเหมือนยังไม่สามารถเข้าไปใช้กฎหมายอย่างจริงจังได้ ทำให้มีคำถามว่า ขณะนี้รัฐบาลถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ “สัก” หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกันตอนนี้ไม่รู้ใครทำใคร รัฐบาลบอกได้สั่งการไปแล้ว ก็ต้องไปดูว่าฝ่ายปฏิบัติทำจริงจังเข้มแข็งแค่ไหน หรือว่าไม่ได้ตอบสนองคำสั่งของรัฐบาลเลย รัฐบาลต้องคิดให้หนัก ทำการบ้านมากขึ้น ผู้มีอำนาจถ้าเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถสั่งย้ายได้
สมถวิล เทพสวัสดิ์



