
ถึงยุคต้อง อดทน ทำใจ
เสร็จจากศึกชิงเมือง ระหว่างรัฐบาลและกบฏก่อการร้ายแดง ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร ผลลัพธ์จะกลายเป็นกรณีศึกษาสำหรับนักรัฐศาสตร์การเมือง นักการทหาร นักต่อต้านการก่อการร้ายกลางเมือง รวมทั้งนักศึกษาแพทย์ จิตวิทยา และโรงพยาบาลประสาท เพราะยุทธศาสตร์แบบการใช้ความสงบ สย
เราได้ก้าวข้ามประวัติศาสตร์ด้านความโหดเหี้ยมอำมหิตของคนไทย เช่นพวกไล่ฆ่าคนเจ็บป่วยระหว่างทางไปโรงพยาบาล แกนนำกบฏ เป็นหมอแต่เพิกเฉยเมื่อพวกเดียวกันบุกโรงพยาบาล ต้องย้ายคนไข้ ปิดอาคารรักษาผู้ป่วย
ตำรวจเจรจากับแกนนำด้วยความพินอบพิเทา อ่อนน้อมสุดๆ กลัวจะโดนลากไปซ้อมเหมือนร้อยตำรวจเอกเคราะห์ร้าย หรือทหารที่โดนทุบจนแทบเดี้ยง โดยที่ผู้บังคับบัญชาไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เจ็บร้อน ตราบใดที่ลูกเมียตัวเองไม่โดนเช่นนั้น
การบริหารจัดการวิกฤติของผู้รับผิดชอบบ้านเมือง เหมือนพระปิดตา ไม่ยอมรับฟังความทุกข์ร้อน ความเสี่ยงภัยของประชาชน พร่ำพูดแต่คำว่า “ขอให้อดทนต่อไป” ถ้ามีภัยร้ายเกิดขึ้น เช่นการโจมตีด้วยอาวุธสงคราม การบุกโรงพยาบาล ก็มีคำคม
“คาดไม่ถึง” และ “คิดไม่ถึง” เพราะเข็มขัดสั้น และสติปัญญาสั้น ตามไม่ทัน ทั้งๆ ที่ประชาชน คนรู้สถานการณ์แหกปากร้องเตือนมานานหลายเดือนแล้วว่าหายนะกำลังมาสู่บ้านเมือง เพราะรัฐบาลเพิกเฉย ไม่ยอมทำอะไร ขณะที่กบฏแดงรุกยกระดับเรื่อยๆ
ประชาชนแทบจะต้องวิ่งโร่ไปกราบให้พวกกบฏแดงชนะศึกไวๆ จะได้รวบรวมกำลังต่อสู้แทนผู้บริหารรัฐบาล ซึ่งถูกมองว่าใจดำอำมหิตไม่แพ้พวกกบฏแดง เพราะเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ขณะที่รวมตัวกันอยู่ในค่ายทหาร เพราะไปไหนไม่ได้เช่นกัน
รู้อยู่แล้วว่ากบฏแดงพร้อมจะสู้ตาย เพราะเป็นทางเลือก 1 ใน 3 คือ ติดคุก และหนี ปิดทางชนะแล้วเข้ามาบริหารบ้านเมือง เพราะประชาชนคนรักชาติไม่ยอมแน่นอน
รัฐบาลยังนั่งรอข่าวดี เรื่องชะตากรรมของ “คนผัก” หวังว่าข่าวแตกจะทำให้กบฏแดงฝ่อ หารู้ไม่ว่าหัวโจกตัวใหม่คือตัวหนอกหนา เหนียงยาน เอ้อๆ อ้าๆ แต่แฝงไว้ด้วยพิษร้าย มีเครือข่ายสมุนสำหรับวินาศกรรมเมือง รวมทั้งอำนาจใหม่บ่อนทำลายนายกฯ
จากนี้ไปก็นั่งรอ นอนรอ เปิดเทอมเมื่อไร คนมีลูกสาวส่งไปเรียนย่านนั้น คงต้องหวาดผวา ไม่รู้ว่าจะโดนต้อนขึ้นรถตู้ เอาไปทำมิดีมิร้าย หลังจากข่มขู่รีดไถ มีถังแก๊สอยู่หน้าโรงเรียน ขณะที่รัฐบาลบอกว่าจะปกป้องคุ้มครอง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็แทบไม่รอด นิ! อิอิอิ!!!



