
การฟื้นฟูสมานฉันท์แบบรวันดา (1)
16 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวโกหก รวันดา ดินแดนแห่งความแตกแยกอันเนื่องมาจากความเกลียดชังด้านเชื้อชาติระหว่างชนเผ่าฮูตูกับชนเผ่าทุตซี อันเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมของเบลเยียมเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว จนบานปลายกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อปี 2537
แต่ขณะนี้ รวันดากลับเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ทั่วทั้งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยร้านค้าที่ผุดรวดเร็วยิ่งกว่าดอกเห็ดหน้าฝน ความที่ประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้นนี้เอง ทำให้บ้านเมืองนี้ไม่มีทั้งโจรผู้ร้าย ขอทานหรือโสเภณีข้างถนน
นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนซึ่งถือเป็นวันทำความสะอาดแห่งชาติ ชาวรวันดาต้องช่วยกันเก็บกวาดละแวกบ้านของตัวเอง ทำให้รวันดาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปนี้
อย่างไรก็ดี ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มเฟื่องฟู ชาวเมืองกลับกลัวว่ายุคแห่งความหวาดกลัวและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อาจจะหวนกลับมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นผลมาจากประธานาธิบดี พอล คากาเม อัศวินม้าขาว ผู้เข้ามาช่วยดับยุคเข็ญและหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้กำหนดวาระแห่งชาติเมื่อปี 2551 ว่าด้วยยุทธศาสตร์การสร้างชาติและวางรากฐานทางสังคมให้ได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน
โดยนายคากาเมได้ตรากฎหมายว่าด้วย "บทเรียนแนวคิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ระบุชัดถึงการกระทำทั้งกายกรรมและวจีกรรมต่างๆ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรม การใช้วาจาที่สร้างความเกลียดชัง รวมไปถึงพฤติกรรมที่ยากต่อการให้คำจำกัดความ อย่างเช่น "การไม่ให้ความสำคัญ" "การโอ้อวด" "การเหยียดหยาม" หรือ "การกระตุ้นความรู้สึกแย่ๆ" พร้อมกับคาดโทษว่าใครก็ตามที่ละเมิดกฎหมายนี้จะต้องโทษจำคุกนานถึง 25 ปี
มองมุมหนึ่งกฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างความสมานฉันท์และลดความเกลียดชังระหว่างชนเผ่าต่างๆ ลง อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของชาวรวันดาทุกคน
"การทดลองใช้กฎหมายฉบับนี้นับว่าได้ผลน่าพอใจมาก ตอนนี้หากมีใครสักคนมาถามว่าคุณมาจากเผ่าอะไร ผู้คนก็จะมองคุณด้วยสายตาแปลกๆ เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง และคุณสามารถฟ้องคนผู้นั้นได้ในข้อหาปลุกปั่นยุยงแนวคิดเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เชื่อว่าภายใน 10-20 ปีข้างหน้านี้ ชาวรวันดารุ่นใหม่จะไม่มองตัวเองว่าเป็นชาวฮูตูหรือทุตซีอีกต่อไป" รัฐมนตรียุติธรรมของรวันดาให้ความเห็น
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



