ข่าว

แนะรัฐเตรียมก๊อกสองเยียวยาม็อบยืดเยื้อเสียหายหนัก-ฉุดศก.รวม

แนะรัฐเตรียมก๊อกสองเยียวยาม็อบยืดเยื้อเสียหายหนัก-ฉุดศก.รวม

03 พ.ค. 2553

เศรษฐกิจไทยที่ทำท่าว่ากำลังไปสวย จากตัวเลขไตรมาสแรกที่ขยายตัวสูงถึง 9% โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง ระบุว่าเป็นตัวเลขการเติบโตสูงสุดในโลก เป็นรองเพียงประเทศจีนเท่านั้น แต่ก็เริ่มสะดุดลงจากผลกระทบของการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และย้ายจากสะพานผ่านฟ้า

เสียงสะท้อนจากห้างสรรพสินค้าที่ต้องปิดให้บริการและภาคธุรกิจมีออกมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบก่อนจากการยกเลิกเดินทางเข้ามาเมืองไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมถือเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบหนัก คือ ลูกจ้างรายวันที่ขาดรายได้จากการหยุดงาน และบางกิจการต้องลดพนักงาน รวมถึงผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจทำให้จีดีพีของประเทศหดตัวลง

 ทำใจการเมืองตัวฉุดเศรษฐกิจ

 สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การชุมนุมในสองพื้นที่มีผลเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว 5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.65% ของจีดีพี จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 4% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.5% และหากการชุมนุมยืดเยื้อไปจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

 ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินผลกระทบ โดยมองว่า หากเหตุการณ์ไม่รุนแรงจะฉุดจีดีพี 0.2% และหากรุนแรงไม่มากกระทบ 0.5% แต่หากมีความรุนแรงมากจากการชุมนุมที่ยืดเยื้ออาจทำให้จีดีพีหายไป 1.8% จากเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ 4.5% สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าตัดปัจจัยเหล่านี้ออกไป ธปท.มองว่าน่าจะเติบโตเพิ่มได้อีก 0.9% จากที่ประมาณการใหม่ 4.3-5.8% และผลกระทบทางการเมืองน่าจะส่งผลมากสุดในไตรมาส 2

 “เศรษฐกิจไตรมาสแรกของไทยขยายตัวถึง 9% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ไทยก็มักจะมีแต้มต่อให้เพื่อนบ้านจากปัญหาการเมืองภายใน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลงของการบริโภค กระทบความเชื่อมั่นและการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนเมษายน ที่เริ่มเห็นผลชัดเจน ซ้ำรอยกับเมษายนปีก่อน จนอาจกลายเป็นเหตุการณ์ปกติในเมืองไทยไปแล้ว” นายสาธิต รังคสิริ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุ

 ด้านภาคเอกชนมีการประเมินตัวเลขความเสียหายเช่นเดียวกัน โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หากการชุมนุมในพื้นที่แยกราชประสงค์และสีลมยืดเยื้อตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป จะกระทบต่อรายได้ 6-9 หมื่นล้านบาท และหากนาน 3 เดือนขึ้นไป จะกระทบ 9 หมื่นล้านบาท ถึง 1.4 แสนล้านบาท จะกระทบต่อจีดีพี 0.6-1% และกระทบต่อแรงงาน 0.9-1.1% หรือกระทบต่อแรงงานจำนวน 3.8-4 แสนคน

 ส่วนภาคการท่องเที่ยวนั้น นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ยอมรับว่า ขณะนี้ภาพรวมการท่องเที่ยวทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักจากยอดการจองการท่องเที่ยวล่วงหน้าอย่างชัดเจน แม้แต่ จ.ภูเก็ตที่เคยมียอดจองสูงมาก ล่าสุดลดลงมาเหลือเพียง 12% ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง และจะมีผลต่อการลดแรงงานในที่สุด

 ขณะที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เห็นสอดคล้องกันว่า ต้องปรับเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปีนี้ลงเหลือ 12.7-14.1 ล้านคน หรือลดลง 10% จากที่ประเมินไว้ 15.68 ล้านคน ทำให้สูญเสียรายได้ไป 8 หมื่นล้าน ถึง 1 แสนล้านบาท

 คลอดมาตรการเยียวยาเหยื่อ 

 สำหรับการช่วยเหลือของภาครัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบการชุมนุมนั้น ครม.ได้มีมติอนุมัติกรอบความช่วยเหลือ ดังนี้ 1.มาตรการบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง ได้แก่ การชะลอกระแสเงินสดจ่ายออก โดยอนุมัติให้ผู้ประกอบการผ่อนผันชำระภาษีนิติบุคคลได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553 จากปกติต้องชำระในเดือนสิงหาคม ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่อนผันให้ชำระได้หลังการชุมนุมยุติแล้ว 2 เดือน จากปกติต้องชำระทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และผ่อนผันให้ชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้หลังการชุมนุมยุติแล้ว 2 เดือน จากปกติต้องชำระทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 2.มาตรการสนับสนุนสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ โดยตั้งกองทุนอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงิน 5,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยให้กู้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 3% หรืออยู่ที่ 4% ให้ผ่อนชำระหนี้ 5 ปี และผ่อนผันเงินต้นให้ในปีแรก หากเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคตรัฐบาลพร้อมจะชดเชยให้

 ส่วนของมาตรการเยียวยาเร่งด่วนสำหรับลูกจ้างนั้น กลุ่มที่ถูกให้ออกจากงานหรือยุติการจ้างงานรายวันหรือชั่วคราว อาจช่วยเหลือค่าครองชีพด้วยการจ่ายเช็คเงินสด หรือโอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้ถูกเลิกจ้าง ซึ่งน่าจะได้รับความช่วยเหลือภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ขณะที่แรงงานนอกระบบในร้านค้าเล็ก แผงลอย  หรือร้านที่เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าและโรงแรมก็จะได้รับความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน

 ลูกจ้างลุ้นครม.จ่ายเช็ค3พัน

 การช่วยเหลือเยียวยาของกระทรวงแรงงานจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.นายจ้างและลูกจ้างที่ยังมีการจ้างงานอยู่ แต่ลูกจ้างทำงานต้องหยุดงานเพราะการชุมนุม จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน มาตรา 75 โดยให้นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้าง 75% ของเงินเดือน และรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือ 25% ของเงินเดือน ซึ่งลูกจ้างจะได้รับการช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อราย

 2.ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับสิทธิชดเชยการว่างงานจากกองทุนประกันสังคมไม่เกิน 7,500 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน แต่หากไม่มีทักษะทางกรมการจัดหางานจะฝึกอบรมอาชีพให้และได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 120 บาท และ 3.ลูกจ้างรายวัน เช่น แม่บ้าน พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น และลูกจ้างที่อยู่ตามร้านค้าย่อย หรือแผงลอย จะต้องไปสำรวจว่ามีจำนวนเท่าไหร่ก่อนจะเสนอวงเงินช่วยเหลือต่อไป

 ล่าสุด นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้หารือกับผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ ระบุว่า จะเสนอ ครม.วันที่ 4 พฤษภาคมนี้ เพื่ออนุมัติใช้โมเดลเช็คช่วยชาติ บรรเทาความเดือดร้อนลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดไว้ที่ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท ซึ่งจะช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท

 ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แสดงท่าทีไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนมาตรการเช็คช่วยเหยื่อม็อบรายละ 3,000 บาทหรือไม่ โดยขอดูรายละเอียดก่อนนี้ และอยากให้การช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงแรงงานนอกระบบที่ได้รับค่าจ้างรายวันด้วย

 แนะออกมาตรการก๊อกสอง

 อย่างไรก็ตาม มาตรการที่รัฐออกมาเบื้องต้นนั้น นักวิชาการและเอกชนมองว่ายังไม่เพียงพอจะเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อไหร่ จึงอยากให้มีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เช่น ภาคท่องเที่ยวเสนอให้ลดต้นทุนผู้ประกอบการ ด้วยการยกเว้นภาษีโรงเรือน ภาษีป้าย และยกเว้นการส่งเงินประกันสังคมเข้ากองทุนชั่วคราว และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอให้รัฐลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคล ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวทันที รวมทั้งขยายระยะเวลามาตรการทางภาษีที่ ครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ให้นานขึ้น

 นายธนวรรธน์กล่าวว่า มาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ถือว่าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท แต่มองว่ายังเป็นลักษณะของเงินกู้ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เดือดร้อนจากการชุมนุมส่วนใหญ่จะขาดรายได้ และอาจไม่ต้องการเงินกู้ จึงน่าจะมีเงินอีกก้อนที่เป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า เหมือนการช่วยเหลือแรงงาน ลูกจ้างที่ต้องหยุดงานหรือถูกออกจากงาน

 “มาตรการที่ออกมาถือว่าใช้ได้และยังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะขณะนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการได้รับผลกระทบ และผู้ประกอบการเองยังไม่มีการเรียกร้องเข้ามามาก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปรัฐควรเตรียมมาตรการช่วยเหลือก๊อกสองเอาไว้ด้วย และควรช่วยเหลือธุรกิจทุกระดับ ไม่ใช่รายเล็ก รายกลางเท่านั้น รายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบก็ควรได้รับการดูแลด้วย ไม่ใช่รอให้ม็อบจบแล้วค่อยมาว่ากัน” นายธนวรรธน์ กล่าว