ข่าว

วาทกรรมล้มเจ้าและก่อการร้าย

วาทกรรมล้มเจ้าและก่อการร้าย

03 พ.ค. 2553

ความขัดแย้งทางการเมืองได้ขยายประเด็นไปสู่เรื่องละเอียดอ่อนสำหรับสังคมไทยอย่างชัดเจนและเปิดเผยจนกลายเป็นประเด็นสาธารณะทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ วิถียุติธรรมจึงขอเสนอมุมมองเพื่อจุดประกายความคิดในเรื่องนี้ให้เกิดความหลากหลายตามยุคโลกาภิวัตน์ของข้อมูลข่าวส

พื้นเพวิถียุติธรรมคงอยู่ในแวดวงของกระบวนการยุติธรรมเพื่อชาวบ้าน การเสนอมุมมองจึงเป็นแง่มุมของความเป็นจริงจากประสบการณ์มาแบ่งปันกันบนเวทีความคิดระดับชาวบ้านทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการและไม่มีพิธีรีตอง จึงไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการ

 ทั้งเรื่องล้มเจ้าและการก่อการร้ายที่ปะปนไปกับความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนักโดยช่วงแรกๆ วาทกรรมเน้นไปในเรื่องของการเรียกร้องประชาธิปไตยของอีกฝ่ายหนึ่งและขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งเหตุการณ์เริ่มขยายตัวและขยายผลเป็นการปะทะกันด้วยความรุนแรงโดยมีการใช้อาวุธสงครามสู่เป้าหมายต่างๆ กันเป็นเหตุการณ์ข้างเคียงรายวันประกอบฉาก และรวมทั้งมีการใช้กลยุทธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้นกระทั่งสุกงอมจนเกิดประเด็นล้มเจ้าและก่อการร้ายขึ้นมา

 ในสังคมที่เป็นนิติรัฐโดยทั่วไปทั้งสองเรื่องนี้ต้องตกเป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งจะต้องมีผู้คนหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการและศาลทำหน้าที่เป็นกลไกเพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้และนำตัวคนทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยต้องยอมรับว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นความผิดที่มีโทษร้ายแรงและผลของการทำงานของกระบวนการยุติธรรมจะไปกระทบและเชื่อมโยงหลายๆ เรื่องและหลายๆ คน ยิ่งท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่มีผลเป็นการสูญเสียเช่นนี้ยิ่งต้องเห็นชัดว่าถึงตัวละครที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแน่นอน

 ความขัดแย้งทางการเมืองจึงหนีไม่พ้นที่จะกระทบต่อการอ้างอิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และประเด็นการก่อการร้ายก็ต้องส่งผลให้นานาชาติเข้ามาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งซึ่งแต่เดิมถือกันว่าเป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้น ผลก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ได้ขยายตัวแตกประเด็นไปถึงสองเรื่องนี้ไปโดยอัตโนมัติทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ และโดยธรรมชาติเมื่อการวิพากษ์วิจารณ์เป็นประเด็นสาธารณะอย่างเปิดเผยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอันเนื่องมาจากความหลากหลายทางความคิดย่อมเกิดขึ้นได้เพราะสังคมไทยอยู่ในช่วงของสุญญากาศของข้อมูลข่าวสารทั้งสองเรื่องมานาน นั่นก็คือการวิพากษ์วิจารณ์จะออกมาในแง่มุมของความรู้สึกมากกว่าความรู้และข้อเท็จจริงที่จับต้องได้

 เมื่อการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็น่าเป็นกังวลว่าผลกระทบจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งทางการเมืองจากที่เคยเป็นอยู่วนเวียนอยู่กับเรื่องการเลือกตั้งใหม่จะขยายผลไปสู่ประเด็นที่จะก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงมากขึ้น

 ผมประเมินสถานการณ์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยในปัจจุบันเห็นว่ายังไม่พร้อมสำหรับการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับวาทกรรมละเอียดอ่อนทั้งสองเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้ว่าจะได้มีการใช้ความพยายามกันอย่างเต็มที่เห็นได้จากกรณีความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งตลอดเวลาจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าการก่อการร้ายด้วย ไม่อยากให้นานาชาติเข้ามาแสดงความเห็นหรือเข้ามามีกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยพยายามจะให้เห็นว่าเป็นเพียงเรื่องการก่อความไม่สงบภายในประเทศของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นและขีดเส้นให้อยู่ในเกมของการบังคับใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายพิเศษเท่านั้น แต่คำว่าการก่อการร้ายนั้นเป็นที่รู้กันในวงการว่านานาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศต้องเข้ามาเกี่ยวพันด้วย เพราะมีพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายผูกพันประเทศไทยอยู่ แสดงให้เห็นว่าเรื่องก่อการร้ายเรื่องเดียวก็หนักเอาการ

 การสร้างวาทกรรมว่าในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจึงต้องกำหนดประเด็นให้โลกและสังคมไทยรู้อย่างชัดเจนว่ามีความหมายอย่างไร และรัฐบาลจะใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรด้วยวิธีใดและผลจะสำเร็จเมื่อไหร่ เพื่อให้การนำเสนอข่าวสารและการเข้ามาของนานาชาติจะอยู่ในขอบเขตเรื่องนี้แค่ไหน อย่างไร รวมทั้งแยกแยะประเด็นที่เกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากการวิจารณ์ในทางสากลอย่างไรและในระดับใด

 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่หมายถึงความมั่นคงของสังคมไทยทุกมิติ