
การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินเมื่อกว่าเจ็ดปีมาแล้ว
กับคนขี้ลืมอย่างฉัน หลายเรื่องหลายราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่แน่ล่ะมีบางเหตุการณ์ที่เมื่อมีสิ่งใดมากระตุกเตือนก็พาให้หวนคิดถึงเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้นมาอีกได้นั่นเอง
ตัวกระตุกคราวนี้คือ เรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาฯ ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นๆ
ใครที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์นี้ คงไม่ทราบว่า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการปฏิบัติการที่ต้องอาศัยองค์ประกอบมากมาย รถฉุกเฉินที่ใช้เคลื่อนย้ายต้องมีอุปกรณ์ประจำรถที่พร้อมสำหรับใช้งานตามกรณีที่ผู้ป่วยผู้นั้นอาจต้องการ บุคลากรทางการแพทย์ที่ประจำไปกับรถและการเดินทางต้องสามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ (แถม หากเกิดอะไรกับผู้ป่วยระหว่างทางอาจต้องรับมือกับญาติผู้ป่วยที่ติดรถไปอีกด้วย)
นอกจากนี้ อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ตัวเองได้รับรู้มีประสบการณ์กับตัวเอง จากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยร้ายแรงในครั้งนั้น ก็คือ ความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ความกังวลสารพัดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก รถจะติดหรือเปล่า คิดไปสารพัด แม้เมื่อได้เห็นความพร้อมของ คุณหมอ คุณพยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำรถ จะทำให้ความกังวลคลายลงไปได้บ้าง แต่กว่าจะได้หายใจโล่งก็เมื่อผู้ป่วยที่รักได้นอนอยู่บนเตียงในวอร์ด ณ โรงพยาบาลแห่งใหม่แล้วเรียบร้อยนั่นเอง
การเดินทางครั้งนั้น เป็นการเดินทางระหว่างโรงพยาบาลศิริราชไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เร็วที่สุดในชีวิตที่เคยเดินทางมา เราอยู่บนถนนไม่เกิน 15 นาที ทุกแยกไฟแดงได้รับการประสานเปิดทางเรียบร้อย รถเคลื่อนออกจากศิริราชพร้อมไฟฉุกเฉินและเสียงไซเรน ฉันแอบมองออกไปด้านนอกหน้าต่างรถเป็นบางครั้ง ก็จะได้พบเห็นสายตาที่มองมาที่รถของเราด้วยความสงสัย ผู้ร่วมทางบนถนนของฉันคงมีความคิดที่คละเคล้ากันไป หลายคนอาจสงสัยว่ามีใครอยู่ในรถหวอคันนี้ หลายคนอาจสงสารและส่งใจช่วยให้รถไปถึงที่หมายโดยเร็วและสวัสดี เหมือนกันกับฉัน ซึ่งนับจากการขนย้ายผู้ป่วยที่รักในครั้งนั้นแล้ว ในเวลาต่อมาทุกครั้งที่มีโอกาสได้เห็นรถฉุกเฉินเปิดไซเรน เปิดไฟฉุกเฉิน ฉันจะช่วยส่งแรงใจให้รถเดินทางไปยังจุดหมายได้อย่างสวัสดีและรวดเร็วในทุกคราไป
ผู้ที่ไม่เคยต้องประสบกับมัน จะไม่เคยได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึก ความทรมาน ความกลัว ความคิดต่างๆ นาที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวญาติ หรือที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยเองว่า พวกเขาเหล่านั้นพากันหวาดหวั่นมากมายเพียงใด ฉันเองไม่ได้มีโอกาสได้ถามความรู้สึกต่อการขนย้ายผู้ป่วยครั้งนั้น เอาจาก “เจ้าตัว” ด้วยเหมือนกัน เราทั้งหมด ฉันคิดว่า ตัวผู้ป่วยเอง น่าจะไปหมกอยู่กับความดีใจ โล่งใจของการผ่านไปได้ เราทำสำเร็จ กูย้ายเตียงได้แล้วโว้ย กันซะมากกว่า แต่ในขณะนี้เชื่อว่า ความรู้สึกของ “คนป่วย” ในขณะเคลื่อนย้ายนั้น คงไม่ต่างไปจากฉัน ญาติ ที่ลุ้นอยู่ไปมากนักหรอก
ภาพจากข่าวเรื่องการบุกค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ อันนำมาสู่ภาพการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหนัก ทั้งเบา ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งผู้เฒ่า ทั้งผู้ชรา ทั้งชาย ทั้งหญิง ที่ฉันได้เห็น มันกระชากและนำฉันย้อนเวลากลับไปยังเจ็ดปีก่อนหน้านี้ได้อย่างรวดเร็วรุนแรงนัก ฉันเห็นเด็กทารกที่โดนเจาะคอใส่ท่อหายใจ นอนสะลึมสะลืออยู่ในเตียงเด็กอ่อน ห้อมล้อมด้วยพยาบาลที่มีหน้าตาเป็นกังวลสามสี่คน จังหวะหนึ่งเด็กคนนั้นส่ายหน้าไปมาและกะพริบตาถี่พร้อมกับขยับยกมือข้างหนึ่งขึ้นเหนือตัวสักสองสามนิ้วอย่างอ่อนแรง แกคงส่งเสียงอะไรออกมาจนมีพยาบาลท่านหนึ่งได้ยินและก้มมองไปที่แก พร้อมกับเอื้อมมือของเธอไปจับมือเด็กน้อยคนนั้นเหมือนกับจะปลอบโยนให้น้องเขาคลายกังวลลง มันบาดใจฉันเหลือเกิน
ฉันเขียนขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้สึก อยากให้รู้กันถึงความรู้สึกของคนวงใน คนที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้
ฉันเขียนเรื่องนี้ก็เพื่อขอร้อง จะฆ่าจะแกงจะทำร้ายประเทศ หรือคนที่แข็งแรงดีไม่ได้ป่วยได้ไข้ ก็ทำไปเถอะ แต่เว้นคนป่วยไว้ได้หรือไม่ ที่เขากับญาติๆ ต้องเจอมันก็หนักหนาพออยู่แล้ว
http://www.oknation.net/blog/bedtaled/2010/04/30/entry-1
แทนสุทธิชัย หยุ่น



