ข่าว

สุดท้าย"ตัวพ่อ"ก็ขอ"ตาย"แค่ชั่วคราว

สุดท้าย"ตัวพ่อ"ก็ขอ"ตาย"แค่ชั่วคราว

02 พ.ค. 2553

ท่ามกลางข่าวลือแพร่สารพัดว่า ทักษิณ ชินวัตร ป่วยเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากขั้นสุดท้าย อาการช็อกระหว่างฉีดคีโมมากเกินขนาดบ้าง ลือถึงตายแล้วรอเก็บกระดูก

 ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พยายามที่จะบอกใครๆ ว่าตัวเองไม่ป่วย อยู่ระหว่างท่องเที่ยวที่ มอนเตเนโกร รัสเซีย และ อูกันดา

 และพยายามเอาตัวเองออกจากกลุ่มม็อบเสื้อแดง

 ทั้งนี้ ศอฉ.ระบุว่า กลุ่มเสื้อแดง นั้นมี "กลุ่มก่อการร้าย" แทรกอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพยายามหนีจากสิ่งที่ ศอฉ.หยิบยื่นให้

 พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องการให้สังคมโลกเห็นว่าตัวเองเป็นผู้บงการหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 10 เมษายน และวันที่ 22 เมษายน ระหว่างชาวสีลมกับคนเสื้อแดง แต่มีมือเอ็ม 79 ยิงถล่มใส่ประชาชนสีลม

 ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความวุ่นวายไม่สงบในประเทศไทยนั้นจะเป็นเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเอาไปอ้างต่อประชาคมโลกได้ เพื่อที่เปิดช่องทางในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้สะดวก และอาจถึงขั้นขอลี้ภัยก็เป็นอีกขั้นที่มีการคาดการณ์กันไว้

 การหายหน้าไปจากวิดีโอลิงก์ รวมทั้งโฟนอิน พยายามบอกใครๆ ว่า "ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย" ก็คือเหตุผลจากตรงนั้น

 เพื่อความชอบธรรมที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องมีคดีความติดตัว และสามารถบอกกับทั่วโลกได้ว่า โดนกลั่นแกล้งจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 พยายามสื่อข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ตอบความเห็นของแฟนคลับในทวิตเตอร์ มีสุขภาพแข็งแรง

 "ข่าวลือแปลว่าข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็นจริง เขาอยากให้ผมตายโดยคิดว่ากระบวนการต่อสู้จะหยุดลง แต่หารู้ไม่ว่าเกินผมไปแล้ว"

 "อยากให้การต่อสู้ของพี่น้องมีความชัดเจนว่ามันไม่ใช่เรื่องของผม มันยิ่งใหญ่กว่าตัวบุคคลเยอะ มันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยและความยุติธรรม"

 สอดคล้องกับปฏิทินกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่เดินสายร้องนานาชาติให้เข้าช่วยแก้ไขปัญหา ให้ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง ร้องไปยังสหประชาชาติ หรือยูเอ็น

 จากนั้นให้ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แนวร่วมคนเสื้อแดง ไปยื่นหนังสือต่อ นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

 โดยเนื้อหาในหนังสือสรุปได้ว่า ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารถูกใช้ให้มาสลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ให้รัฐบาลยุบสภา แต่รัฐบาลไม่ยอมรับและฟ้องร้องเราด้วยเรื่องการก่อการร้ายและล้มล้างสถาบัน เมื่อวันที่ 10 เมาายน กองทัพสลายการชุมนุมด้วยกองพลติดอาวุธสงครามครบมือกระทำต่อประชาชนสองมือเปล่าจนมีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บกว่า 800 คน

 ทำให้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ต้องเดินสายชี้แจงต่อนานาชาติรับรู้ถึงพฤติกรรมของกลุ่มเสื้อแดง ก็หวั่นวิตกกับแรงกดดันของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายใน

 ในความเป็นจริงแล้วประชาคมระหว่างประเทศหรือแม้แต่องค์การระหว่างประเทศ เช่น ยูเอ็นและกลุ่มเอ็นจีโอได้แสดงความวิตกกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศและหวังให้รัฐบาลไทยได้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ปราศจากการใช้อาวุธซึ่งรัฐบาลไทยขอขอบคุณถึงความห่วงใยของมิตรประเทศ

 ประเทศไทยยังคุมสถานการณ์ได้ ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่ให้ต่างชาติเข้าติดตามและให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด

 ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวแบบ “ไร้ทิศทาง” ของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อกลุ่มคนเสื้อแดงสักเท่าไหร่ เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตย

 มีการ “รุกล้ำ” หรือการใช้โรงพยาบาลจุฬาฯ มาเป็นการต่อรองทางการเมือง แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วก็ไม่เคยมีเรื่องนี้มาก่อน

 การปฏิบัติการแบบ “ไร้ทิศทาง” ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อหวังกลบกระแสเหตุการณ์ วันที่ 10 เมษายน และวันที่ 22 เมษายน และครั้งล่าสุดคือวันที่ 28 เมษายน ซึ่งแต่ละครั้งการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ กับกลุ่มคนเสื้อแดง ทุกครั้งจะมี “กองกำลังติดอาวุธ” เข้าไปผสมโรง

 แม้ว่าที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงมักจะออกมาปฏิเสธแบบสีข้างถลอกว่า “กองกำลังติดอาวุธ” ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้

 แต่การที่ “กองกำลังติดอาวุธ” เข้ามาช่วย เพราะไม่อยากเห็น “ทหาร-ตำรวจ” เข้ามารังแกกลุ่มคนเสื้อแดง

 ทำให้ ศอฉ.จับจ้องการเคลื่อนไหวของ “กองกำลังติดอาวุธ” แบบช็อตต่อช็อต โดยเฉพาะการติดตาม ตัวพ่อ ที่ขณะนี้ ศอฉ.เห็นว่ามีความชัดเจนมาก เพราะมีไม่กี่คนที่มีศักยภาพพอที่จะสามารถสนับสนุน “กองกำลังติดอาวุธ”

 ถึงแม้ในจังหวะที่เกิดการปะทะ จนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมืองนั้น ตัวพ่อจะเลือก "ตายชั่วคราว" ก็ตาม

ทีมข่าวความมั่นคง