
ถมช่องว่าง
ว่ากันว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน นับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนถึงสี่แยกราชประสงค์ ที่กินเวลาเกินกว่า 1 เดือนนั้น จุดติด ด้วยความรู้สึกของการแบ่งแยกความเหลื่อมล้ำในสังคม ทั้งโอกาสในการใช้ชีวิต และโอกาสทางการเงินที่แตกต่างกัน
ช่องว่างที่ห่างระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบทมีมากขึ้น ช่องว่างที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น และนับวันจะห่างออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันถมได้เต็ม
แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะพุ่งตรงไปที่ผลสำเร็จทางการเมือง แต่กระแสเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาถมช่องว่างเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ลองพิจารณาข้อมูลที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ก่อนแล้วกันนะคะ ในช่วงที่ผ่านมา ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า แม้ว่ารัฐบาลจะพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน และทำให้จำนวนคนจนน้อยลง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความแตกต่างของรายได้ระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ดีขึ้น
ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) พบว่า กลุ่มคนรวยที่สุด 10% ของประเทศไทยยังมีมากกว่ากลุ่มคนจนที่สุด 10% ถึง 13.1 เท่า
ถามว่า “ส่วนต่าง” เท่าไหร่จึงเหมาะสมหรือเพียงพอ ดร.ปัทมาวดี บอกว่า ตัวเลขที่อยากเห็นคือ ช่องว่างในระดับ 5-6 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนั่นอาจทำให้ญี่ปุ่นไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของฐานะและโอกาส
แต่ถึงแม้ช่องว่างคนรวยกับคนจนในบ้านเราจะสูงถึง 13.1 เท่า แต่นั่นก็ใกล้เคียงกับประเทศจีนและออสเตรเลีย ที่มีช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยกับคนจนอยู่ที่ 11 เท่า และยังดีกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ 15.9 เท่า และ 17.7 เท่า
อาจารย์ปัทมาวดี บอกด้วยว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนหนึ่งมาจากปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ รวมไปถึงการบริหารจัดการประเทศที่ให้โอกาสแก่คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดมานานเรื้อรัง และตัวหลักสำคัญก็ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลหรือภาคการเมือง แต่ยังมีภาคราชการและเอกชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“ปัญหาของไทยเป็นปัญหาเชิงคุณภาพที่ลึกกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยที่อาการของปัญหายังไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจนกระทั่งเราประสบปัญหาการเมืองในปัจจุบัน”
วันนี้เริ่มจาก “เรื่องใหญ่” เพราะส่วนตัวดิฉันยังมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าว่า บ้านเมืองจะสงบได้อย่างไร และหลายๆ ครั้งยอมรับว่า คิดทดท้อว่า ความสุขในวันนี้หายไปไหน และจะไขว่คว้าความสุขในยามที่บ้านเมืองมีแต่รอยยิ้ม มีความเป็นปึกแผ่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เหมือนเดิม ให้กลับมาได้อย่างไร
“เรื่องใหญ่” เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อดทนและรอคอยอีกหลายปีเพื่อถมช่องว่างให้กลับมาแคบที่สุดหรือกลืนกันเป็นเนื้อเดียว แต่สำหรับหน่วยเล็กๆ ในครอบครัว ดิฉันว่าถ้าเราทำหน้าที่ปลูกฝังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องการหารายได้ การดูแลค่าใช้จ่าย เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ดิฉันเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราปลูกฝังในวันนี้จะช่วยให้พวกเขาถมช่องว่างในสังคมได้ในอนาคต
ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้น “ถมช่องว่าง” ให้แก่เด็กๆ ยังไง ก็แนะนำให้เริ่มต้นที่ “หนังสือ” ค่ะ
ดิฉันเพิ่งได้รับหนังสือ “ไดอารี่เศรษฐีน้อย 100 เรื่องรวย” จากสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บิซบุ๊ค เป็นงานเขียนอีกชิ้นของอาจารย์อัจฉรา โยมสินธุ์ เจ้าของหนังสือ “ธรรมะพารวย” และ “อ สตางค์ ทุกขัง มรณัง” แต่คราวนี้อาจารย์ลดเพดานบินลงมาคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้เด็กเข้าใจ
อาจารย์บอกว่า เรื่องเงินเกี่ยวกับเด็ก มีไม่กี่เรื่องที่เด็กๆ ต้องรู้ นั่นคือ เริ่มจากเราต้องคิดก่อนว่า โตขึ้นอยากทำงาน มีอาชีพอะไร จะได้มีเงินใช้ และมีความสุขกับการทำงาน ทีนี้พอมีเงินก็ต้องรู้จักเก็บออม รู้จักการใช้จ่ายอย่างฉลาด รู้จักลงทุนให้เงินเติบโตไปพร้อมๆ กับเรา ไม่เช่นนั้น เงินที่หามาได้ก็จะหมดไปอย่างน่าเสียดาย
ขณะที่ พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต เพิ่มเติมว่า ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ “วินัยทางการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็ก แต่ส่วนมากเด็กอาจรู้แค่ว่าพ่อแม่ให้ค่าขนมไปโรงเรียน ซึ่งแต่ละครอบครัวมีข้อตกลงแตกต่างกันไป ในบางครอบครัวให้ค่าขนมแบบไม่มีขอบเขต ลูกๆ สามารถขอเพิ่มได้เสมอ ซึ่งส่วนมากเด็กๆ ก็จะรู้เพียงแค่ว่า เขาใช้ค่าขนมสำหรับการใช้ชีวิตในโรงเรียน และอาจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการออมจากค่าเงินค่าขนมที่เหลือในแต่ละวัน
แต่เชื่อว่า เด็กส่วนมากไม่รู้ว่า ค่าขนมได้มาอย่างไร เขาควรใช้จ่ายอย่างไร และควรออมเงินอย่างไร
หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนาค่ะ แต่เนื้อหาสาระไม่ได้หนักหนาตามไปด้วย เพราะผู้เขียนคือ อาจารย์อัจฉรา เน้นเรื่องของการให้เด็กๆ ได้คิดตาม ดังนั้น ในแต่ละหน้า นอกจากการให้ความรู้แบบสั้นๆ กระชับ ได้ใจความแล้ว ยังสลับด้วยการให้เด็กๆ เติมคำในช่องว่างอีกด้วย
ดิฉันชอบตอนที่อาจารย์เขียนถึงเรื่องตู้เอทีเอ็ม ในชื่อตอนว่า “โธ่..คิดว่าเงินมาจากตู้เอทีเอ็ม ซะอีก!!” เพราะมีประสบการณ์ตรงในการพาลูกสาวไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วเขาคิดว่าตู้มหัศจรรย์ มีเงินให้เท่าไหร่ก็ได้ที่เราต้องการ
หนังสือเล่มนี้จะบอกเด็กๆ ว่า ที่จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาให้หนูใช้ วันสิ้นเดือน เงินเดือนจะถูกฝากไว้ในธนาคาร พอคุณพ่อคุณแม่จะใช้เงินก็ต้องไปถอนเงินที่ธนาคารหรือถอนจากตู้เอทีเอ็มก็ได้ เจ้าตู้เอทีเอ็มที่แท้ก็แค่ช่วยให้เราถอนเงินได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องผลิตเงินซะหน่อย
เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยเติมเต็มให้ลูกๆ ได้ค่ะ อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า ถ้าจะถมช่องว่างความเหลื่อมล้ำและโอกาสทางสังคมให้เต็ม คงต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้น เราเริ่มต้นถมช่องว่างเล็กๆ ในครอบครัว ช่วยกันเติมให้เต็มจากหน่วยเล็กๆ ก่อน ก็เท่ากับ “ช่วยชาติ” แล้วค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



