
"ย้ายที่ชุมนุมได้..วิเศษสุด"ความในใจนายแพทย์ใหญ่
เกือบ 1 เดือนแล้วที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำมวลชนบุกยึดพื้นที่เศรษฐกิจของเมืองหลวงเป็นตัวประกัน ด้วยการตั้งเวทีปราศัยใหญ่อยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้รัฐบาล "ยุบสภา" ส่งผลกระทบต่อย่านธุรกิจบริเวณนี้จนเกินจะเยียวยา นอ
โดยเฉพาะ "โรงพยาบาลตำรวจ" ตั้งอยู่ใจกลางกลุ่มผู้ชุมนุม รอบรั้วโรงพยาบาลถูกแปรสภาพเป็นห้องน้ำ ห้องสุขาเรียงรายล้อมโรงพยาบาล ส่งผลกระทบด้านมลพิษทางกลิ่น เสียง และการจราจรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล ขณะที่ รายจ่ายกลับเพิ่มสูงขึ้นจากการสำรองทีมแพทย์พยาบาลเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัว เพื่อช่วยชีวิตหากมีเหตุจลาจลหรือสลายการชุมนุมเกิดขึ้น
พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ สะท้อนถึงผลกระทบจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลไว้ 4 ประเด็นหลักๆ คือ ปัญหาเรื่องเสียง ปัญหาจราจร ปัญหาเรื่องกลิ่น และปัญหาผลกระทบต่อคนไข้ของโรงพยาบาล แม้ตอนแรกๆ จะคิดว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ หรือมีผลกระทบอะไรมากมาย แต่ยิ่งนานวันม็อบยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และขยายออกไปทั้ง 4 ทิศ สถานการณ์เช่นนี้เป็นมาเกือบเดือนแล้วก็เริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น
ถาม : คลื่นเสียงจากเวทีปราศรัยส่งผลกระทบอย่างไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : วันแรกๆ ก็มีปัญหาเรื่องเสียง และยิ่งดังขึ้นทุกๆ วัน เพราะลำโพงเครื่องเสียงเขาดีมาก เวลากลางคืนจะได้ยินเสียงดนตรี หรือแกนนำขึ้นปราศรัยเสียงจะดังมาก คนไข้ก็บ่น ต้องไปขอร้องอย่าหันลำโพงมาทางโรงพยาบาล เขาก็ยอมหันลำโพงไปทางอื่น แม้คลื่นเสียงจะไม่มาปะทะกับโรงพยาบาลโดยตรง แต่ก็ยังดังมากอยู่ดี คนไข้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แม้แต่เจ้าหน้าที่ในหอพักก็ไม่ได้หลับได้นอน ต้องสะดุ้งตื่นทุกชั่วโมง เพราะยิ่งดึกเสียงยิ่งดังกว่าจะเลิกก็เกือบเช้า
แรกๆ ก็คิดว่ามาอยู่กันไม่นาน แต่พอนานๆ ไปเริ่มมีผลกระทบรุนแรงเกิดขึ้น คนไข้ส่วนใหญ่ขอย้ายไปรักษาที่อื่น ส่วนที่ไม่รีบด่วนไม่มีอาการเจ็บไข้จนต้องนอนโรงพยาบาลก็จะขอกลับบ้าน ผ่านมาแล้วเกือบเดือนยอดคนไข้เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น จาก 600 เตียงที่เคยเต็มตลอดตอนนี้เหลือเตียงว่าง 300-400 เตียง ส่วนคนไข้ที่ไม่เร่งด่วน ไม่ฉุกเฉินจริงๆ เขาก็จะขอเลื่อนการผ่าตัดกันหมด หากยังเป็นแบบนี้อีก 3-4 เดือน โรงพยาบาลตำรวจอาจไม่มีคนไข้เหลืออีกเลย
ถาม : โรงพยาบาลตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมการจราจรเป็นอย่างไรบ้าง
พล.ต.ท.จงเจตน์ : ตอนแรกกลุ่มผู้ชุมนุมยังปิดถนนไม่มาก ยังพอเดินทางมาโรงพยาบาลได้อยู่ แต่พอยุบรวมเวทีผ่านฟ้ามาปักหลักที่นี่ การจราจรยิ่งติดขัด เจ้าหน้าที่เดินทางมาทำงานลำบาก จากที่เคยเข้ามาทางถนนราชดำริ หรือถนนพระราม 1 ได้ ก็ไม่สามารถเข้ามาได้เหมือนเคย จึงเหลือแต่ฝั่งถนนอังรีดูนังต์ เพราะประตูทางเข้าทำเป็นห้องน้ำหมดเลย เรื่องการจราจรเป็นผลกระทบใหญ่ของเจ้าหน้าที่ คนไข้ และญาติคนไข้ เพราะจะเดินทางเข้ามาโรงพยาบาลลำบากมาก
ถาม : ห้องน้ำห้องสุขาที่รายล้อมส่งผลกระทบอย่างไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : จะมีกลิ่นและเรื่องความไม่สะอาด เนื่องจากมีเต็นท์อาบน้ำอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านข้างก็เป็นห้องสุขา เห็นใจนะ การชุมนุมที่ไหนก็ต้องเป็นแบบนี้ เพราะไม่รู้จะเข้าห้องน้ำ อาบน้ำที่ไหน จึงจำเป็นต้องทำ แต่ก็อยากให้ดูแลเรื่องความสะอาดด้วย
ถาม : บริหารงานในสภาวะเช่นนี้อย่างไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : การที่คนไข้น้อยลงโรงพยาบาลก็เริ่มมีปัญหา แม้ว่าโรงพยาบาลจะได้รับเงินงบประมาณสนับสนุน แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องพึ่งตัวเองด้วยการเก็บค่ารักษาพยาบาลจากคนไข้ที่เข้ามารักษา แต่ขณะเดียวกันโรงพยาบาลต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นเยอะมาก เพราะต้องเตรียมพร้อมด้านบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลมากกว่าปกติ 3 เท่าตัว หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและรองรับคนป่วยได้อย่างพอเพียง
ถาม : แล้วแก้ปัญหาอย่างไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : ก็เข้าใจนะว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่เราจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะขอพูดเรื่องการบริหารจัดการสถานพยาบาล เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บ ตอนนี้โรงพยาบาลตำรวจเป็นเหมือนโรงพยาบาลของกลุ่มผู้ชุมนุม เวลาเจ็บป่วย ท้องเสีย มีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ฯลฯ ก็จะเข้ามาใช้บริการวันละสิบๆ ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย โดยรักษาให้ฟรี เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมาจากต่างจังหวัดคงไม่มีสตางค์ จะกลับไปใช้สิทธิรักษาที่ต่างจังหวัดก็ยุ่งยาก และอาการเจ็บป่วยของผู้ชุมนุมเป็นการเจ็บป่วยเฉพาะหน้า ที่เราต้องดูแลอยู่แล้ว
ถาม : หากมีการขอคืนพื้นที่พร้อมรับมือเพียงใด
พล.ต.ท.จงเจตน์ : เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 การขอพื้นที่คืนที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีผู้ล้มตายและบาดเจ็บเยอะนั้น จะเป็นโมเดลเตรียมความพร้อมรับมือ แต่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลตำรวจจะหนักกว่า เพราะอยู่ใกล้มาก และยังเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วย หากมีการปะทะกัน ไม่ใช่เป็นโรงพยายาลแล้วลูกกระสุนจะเข้ามาไม่ได้ (ฮา) จึงกำหนดโซนพื้นที่ต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งสถานการณ์จริงห้องฉุกเฉินที่อยู่ริมถนนอาจใช้ปฏิบัติงานไม่ได้เลย จึงเตรียมสถานที่สำรองไว้ตามแผน โดยขั้นที่ 1 เรื่องการรักษาพยาบาลทำที่โรงพยาบาลตำรวจ ถ้าผู้บาดเจ็บมากจนไม่สามารถรักษาได้ ศูนย์เอราวัณจะส่งไปให้โรงพยาบาลในเครือข่าย
ถาม : โรงพยาบาลตำรวจรองรับผู้บาดเจ็บได้มากน้อยเพียงใด
พล.ต.ท.จงเจตน์ : บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บของประชาชนกับเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลมีห้องผ่าตัด 10 ห้อง สามารถรองรับผู้บาดเจ็บได้แค่ 10 ราย แต่ได้ประสานการส่งตัวกับศูนย์เอราวัณให้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เพื่อส่งตัวผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลอื่น
ถาม : หากกลุ่มผู้ชุมนุมกีดขวางการขนย้ายผู้บาดเจ็บ
พล.ต.ท.จงเจตน์ : ปัญหานี้ก็มีการพูดคุยกัน ซึ่งต้องเจอปัญหานี้แน่ๆ สมมติมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ รถจะออกจากโรงพยาบาลเพียงเส้นทางเดียว หากมีการจลาจลแล้วมาปิดทางออกตรงนั้น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร คนไข้ก็ต้องไปไม่ได้ หากเกิดสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ ต้องลงไปขอเปิดทางให้ เพราะเป็นหลักสากลที่รถพยาบาลต้องเข้า-ออกได้ มิเช่นนั้นการลำเลียงผู้บาดเจ็บก็อาจเกิดการสูญเสียได้ อยากให้กรณีวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นบทเรียน ซึ่งทีมแพทย์พยาบาลต้องเสี่ยงชีวิตโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ วัตถุประสงค์อย่างเดียวคือต้องการช่วยผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะ ถ้าเป็นไปได้อย่าขัดขวางการทำงานของแพทย์และพยาบาล จะทำให้มีชีวิตสูญเสียเพิ่มขึ้น
ถาม : ตลอดการชุมนุมเดือนกว่ามีตำรวจบาดเจ็บเท่าไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : มีรายงานตำรวจได้รับบาดเจ็บ 13 ราย ยังเหลือรักษาตัวอยู่ 1 ราย ถูกระเบิด ขณะเตรียมจับแกนนำที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค เคสนี้ไม่ถือว่าร้ายแรง แต่บังเอิญกระดูกแตกเลยต้องอยู่โรงพยาบาล
ถาม : กรณีแกนนำ นปช.ขู่ยึดรถพยาบาล
พล.ต.ท.จงเจตน์ : เขาคงไม่ได้พูดจริงๆ อยากฝากไปถึงแกนนำว่ารถพยาบาลมีความจำเป็น ทั้งสำหรับตัวผู้ชุมนุมและผู้บาดเจ็บทั้งหมด โดยหลักสากลแล้วรถพยาบาลจะต้องเป็นกลาง บางท่านเกรงว่ารถพยาบาลจะใช้เป็นที่ขนอาวุธ ขอยืนยันว่าไม่จริง ไม่มีข้อมูล และเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฝ่ายแพทย์พยาบาลมีจรรยาบรรณ จรรยาวิชาชีพ ซึ่งฝ่ายปกครองฝ่ายทหารจะมาล่วงล้ำไม่ได้ เขาทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเป็นกลางที่สุดแล้ว
ส่วนข่าวลือที่ว่าโรงพยาบาลตำรวจมีตึกสูงจะให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เอาไว้ซุ่มยิงตอนสลายม็อบ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในฐานะแพทย์ใหญ่ขอยืนยันว่านโยบายของโรงพยาบาลเตรียมพร้อมที่จะรักษาผู้บาดเจ็บแค่นั้น ไม่ได้มีไว้เป็นที่ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้น
ถาม : ในฐานะที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อยากร่วมเสนอทางออกอย่างไร
พล.ต.ท.จงเจตน์ : จะไม่ขอเสนอในแง่การเมือง แต่ในแง่โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบต่อคนไข้ ญาติคนไข้ เจ้าหน้าที่ และตัวโรงพยาบาลเอง ย้ายสถานที่ชุมนุมได้ก็วิเศษสุด ! เพราะโรงพยาบาลจะได้ดำเนินการต่อไป หากย้ายการชุมนุมไม่ได้ ก็อยากให้ลดเรื่องเสียงรบกวน ลดความดัง หลังเที่ยงคืนให้หยุดใช้เสียง เพื่อขอให้คนไข้ได้หลับนอนบ้าง



