ข่าว

 คิดถึงผู้นำกรรมกรผู้นำมวลชนที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์

คิดถึงผู้นำกรรมกรผู้นำมวลชนที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์

02 พ.ค. 2553

ชัยชนะของมหาประชาชนในวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ทำให้สภาพของสังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุค ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพกันได้อย่างเต็มที่

การบริหารประเทศของรัฐบาลเสมือนตกอยู่ภายใต้การชี้นำของขบวนการนิสิตนักศึกษาที่เป็นหัวขบวนในการโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อนหน้านั้น จนได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนว่าเป็น รัฐบาลมะเขือเผา ขบวนการนิสิตนักศึกษามีบทบาทในสังคมค่อนข้างมาก จัดชุดออกไปให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยแก่เกษตรกรในหมู่บ้านต่างๆ ตามชนบท และเปิดประตูโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆ กรุงเทพฯ สืบเท้าก้าวเข้าไปให้ความรู้ในเรื่องสิทธิที่พึงมีพึงได้ของกรรมกร ที่บรรดาผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ในห้วงเวลาต่อมาได้เกิดการเดินขบวนของเกษตรกรกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เพื่อขอให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของราคาผลิตผล ช่วยเหลือในเรื่องของปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ฯลฯ แล้วในปี 2518 รัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ตามข้อเรียกร้องของกรรมกร ทำให้ลูกจ้างในโรงงานเอกชน และพนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ต่างยื่นขออนุญาตจัดตั้ง สหภาพแรงงาน ของตัวเองขึ้น กลายเป็นพลังมวลชนที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลในยุคนั้น

 วันนี้ วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ทำให้ผมนึกถึง ผู้นำกรรมกรที่เคยมีบทบาทโดดเด่นในยุคนั้น อย่าง  ไพศาล ธวัชชัยนันท์, เอกชัย เอกหาญกมล, ทนง โพธิอ่าน, เทิดภูมิ ใจดี, อารมณ์ พงศ์พงัน, วิชัย โถสุวรรณจินดา และอื่นๆ อีกหลายคน หรือแม้แต่ สมศักดิ์ โกศัยสุข ที่แม้ว่าท่าทีบนเวทีปราศรัยของแต่ละคนดูเสมือนหนึ่งจะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล แต่นั่นก็การแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่เป็นจุดยืนอย่างมั่นคงของแต่ละคน การนำมวลสมาชิกออกมาชุมนุมแต่ละครั้ง มีเป้าหมายที่แจ่มชัด ข้อเรียกร้องแต่ละเป็นสิ่งที่นายจ้างข้อสามารถดำเนินการได้ภายใต้พื้นฐานของระบบเศรษฐกิจในยุคนั้น แม้ในบางครั้งการชุมนุมจะล้ำเส้นของกฎหมายออกไปบ้าง แต่ก็มิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมหรือเศรษฐกิจทั้งระบบ ทำให้ประชาชนทั่วไปมิได้ตั้งข้อรังเกียจ หรือออกมาต่อต้าน หรือขับไล่การชุมนุมของสหภาพแรงงานแต่อย่างใด

 … น่าเสียดายที่แบบฉบับของผู้นำมวลชนในยุคนั้น ไม่หลงเหลือไว้เป็นบทเรียนแก่ผู้นำมวลชนในยุคนี้บ้าง “การนำ” ของมวลชนยุคใหม่จึงเป็นไปอย่างไร้จุดยืน และขาดอุดมการณ์ที่ผู้นำมวลชนจะพึงมีและปฏิบัติ ผู้นำมวลชนยุคนี้จึงไม่ต่างไปจากลูกจ้าง หรือมือปืนรับจ้าง ที่ดำเนินการทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม เหมือนคนที่ตัวเป็นไทย แต่มีใจเป็นทาสอย่างไรอย่างนั้น ช่างเสียชาติเกิดแท้ๆ

คลี่ข่าวคลายปม

ภาณุมาศ ทักษณา