ข่าว

เงื่อนไขจิ๋ว 90 วันยุบเพื่อเสื้อแดง

เงื่อนไขจิ๋ว 90 วันยุบเพื่อเสื้อแดง

30 เม.ย. 2553

ถ้าใครได้ฟังถ้อยแถลงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ในวันก่อน ก็คงจะพอจับใจความได้ว่า ไม่เหมือนกับที่ได้แถลงเมื่อวันที่ 30 เมษายน

 สิ่งที่พล.อ.ชวลิต แถลงในวันก่อนนั้น ใจความที่กล่าวถึงสถาบันนั้น น้ำเสียงคนละอย่าง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการไม่ลงมาดับวิกฤติ ว่าจะต้องเกิดความสูญเสีย

 "ถ้าหากให้ผมเลือก ผมเห็นว่าสถาบันที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างประชาธิปไตยคือสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นอเนกนิกรสโมสรสมมุติ บริหารแบบพ่อปกครองลูก ใช้หลักทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักการที่ยิ่งใหญ่ในระบอบประชาธิปไตย"

 นี่ถ้อยแถลงล่าสุดของ พล.อ.ชวลิต

 เป็นถ้อยแถลงที่ใครเมื่อได้ฟัง ก็คงจะคิดคล้ายๆ กันว่า ถ้าพูดอย่างนี้เสียแต่แรก ก็คงไม่มีใครไปกล่าวหา พล.อ.ชวลิต ว่า กดดัน หรือพยายามต่อรองกับสถาบัน

 ส่วนเนื้อหาที่ไหลตามมาเกรียวกราวเป็นลูกกระพรวน เรื่องยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน อะไรนั่นเป็นเพียงแค่ "เครื่องเคียง" ไม่ให้เลี่ยนเท่านั้นเอง

 เช่นเดียวกับข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ที่ พล.อ.ชวลิต บอกว่า ให้มีรัฐมนตรีอาจจะมากถึง 100 คนเลยก็ได้

 ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเขาเอาด้วย ยกเว้นพวกที่กระสันอยากเป็นเสนาบดี แต่ไม่มีความสามารถ มีแต่ความอยากได้เป็นใบประกาศติดข้างฝา ใครไปมาได้เบ่ง ได้อวด เท่านั้นแหละ

 ที่สำคัญ ถ้าเอากันอย่างนั้นจริง บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหลาย วีระ จตุพร ณัฐวุฒิ วิภูแถลง จรัล ก่อแก้ว คนเหล่านี้จะได้รับปูนบำเหน็จเป็นรัฐมนตรีกับเขาหรือเปล่า

 คดีความจะว่ากันอย่างไร เลิกรากันไป ความเสียหาย ก็เอาเงินงบประมาณที่ได้จากภาษีชาวบ้านชดเชยเยียวยากันไป

 อย่างนั้นใช่ไหม ?

 เพราะพล.อ.ชวลิต พูดชัดเจนว่า ให้นำคนที่มีความขัดแย้งมาอยู่ด้วยกัน !

 สิ่งที่ พล.อ.ชวลิต พยายามจะสื่อก็คือ ความเป็นผู้นำกลุ่มคนเสื้อแดง หอบเงื่อนไขมายื่นให้คนอื่น แต่ไม่เคยบอกกล่าวกับคนเสื้อแดงว่า หยุดละเมิดกฎหมายกันได้แล้ว และหันหน้ามาเจรจา มาพูดคุยเพื่อหาข้อยุติไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันอีก

 อย่างไรก็ตาม เงื่อนไข 90 วันให้ยุบสภาที่พล.อ.ชวลิต พยายามนำเสนอนั้น ตั้งแต่ต้นสัปดาห์มันก็พอจะมีความเคลื่อนไหวกันอยู่บ้าง

 เพราะบังเอิญไปพ้องกับวงสนทนาของเสื้อแดงว่า ระยะเวลาที่รัฐบาลน่าจะพอรับได้น่าจะเป็นเท่านี้ และจากนั้นให้รักษาการไปอีก 45 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้ง

 ที่ต้องออกมาแนวนี้ เพราะสถานการณ์การชุมนุมนั้น ไอ้ที่จะให้มันมีจำนวนเพิ่มไปมากกว่านี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากแล้ว

 หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน ตายไป 20 กว่าศพ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ถ้ามาร่วมชุมนุมแล้วเกิดแบบนั้นอีก ใครจะให้ญาติพี่น้องมาร่วมชุมนุม

 ที่สำคัญเหตุปะทะกันที่กลางถนนวิภาวดีรังสิตแบบกลางวันแสกๆ ต่อหน้าชาวบ้านนับร้อยนับพันก็ยังยิงกันตาย

 แต่สำหรับกลยุทธ์การชุมนุมแล้วการปล่อยให้ม็อบอยู่กับที่ ก็เท่ากับรอวันตาย

 กิจกรรมเสี่ยงๆ แบบนี้มันเลี่ยงไม่ได้

 ยิ่งไปเล่นเกมเสี่ยงขอบุกค้นโรงพยาบาล ก็ได้มาเต็มๆ คำประณามจากทั่วสารทิศ ฟังแล้วแทบจะถอดใจเลิกชุมนุม

 ตรงนี้เป็นสิ่งที่แกนนำต้องประเมินกันอย่างหนัก

 แล้วในที่สุด ก็เลือกที่จะวกกลับไปหาวิธีการเดิม แต่มิดชิด

 วันจันทร์ที่ 26 เมษายน เสียงโทรศัพท์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ขวัญใจแกนนำคนเสื้อแดงก็ดังขึ้น พูดคุยกันได้พักเดียวก็ได้ความ

 ไม่นานหลังจากนั้น คุณชายสุขุมพันธุ์ ก็โดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างมุ่งหน้าไปยังวัดปทุมวนาราม เยื้องสยามเซ็นเตอร์

 แล้วก็ได้พบกับคนที่หน้าตาคล้ายกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 1 ในแกนนำคนเสื้อแดง

 เมื่อก่อนการเจอกันในวัด เมื่อมีงานเทศกาล เป็นเรื่องปกติของคนหนุ่มสาว แต่ยุคนี้ก็ต้องถือว่า พิสดารพอสมควร เรื่องที่พบปะเจรจากันนั้นเป็นเรื่องอะไรไม่มีใครรู้ แม้แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขี่มาส่ง

 แต่ที่แน่ๆ คุณชาย ได้พยายามขอพบกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในทันทีหลังจากการพบปะกันครั้งนี้ ซึ่งกว่าจะได้พบก็ปาเข้าไปเป็นค่ำวันที่ 28 เมษายน

 ที่เนิ่นช้านั้นอาจเพราะ คุณชาย ถูกตัดออกจากทีมเจรจาไปในก่อนหน้านี้ โดยตัวแทนที่เป็นวอลเปเปอร์โทรไปแจ้งให้ยุติการเจรจา

 การเข้าพบนายกรัฐมนตรีของคุณชาย เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. และเสร็จสิ้นเอาเกือบเที่ยงคืน

 ก็อย่างที่ พล.อ.ชวลิต พูดเอาไว้ว่า สถานการณ์ในวันนี้รอไม่ไหวแล้ว เพียงแต่ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้พูดให้ชัดว่า ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายผู้ชุมนุม

 แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อรับรู้ว่า เป้าหมายของผู้บงการชุมนุมนั้นเพื่อชัยชนะ และพยายามขับเคลื่อนม็อบอยู่ตลอดเวลา

 การเจรจาหากเป็นทางออกที่ดี และทำให้ทุกอย่างสงบลง ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ยุติการละเมิดกฎหมาย และทำการบังคับใช้กฎหมายได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ฝ่ายรัฐจะปฏิเสธข้อเสนอ

 จะเป็นเจรจาแบบเปิดเผย หรือแบบลับก็ว่ากันไป ขอเพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายต้องอธิบายกับประชาชนได้ทั้งหมดที่เกิดผลนั้นออกมา

 เพราะสถานการณ์วันนี้ วันที่ม็อบยังหาเหตุไม่ได้ แต่สถานการณ์กลับเร่งเร้าให้ต้องตัดสินใจบางอย่าง นั่นก็ย่อมหมายถึงเหตุร้ายแรงที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุกเมื่อ และกับทุกคนแม้กระทั่งระดับแกนนำของผู้ชุมนุม

 แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดกัน !

 ศรุติ ศรุตา