ข่าว

ปทีบสลายม็อบแดงหากมีคำสั่งชี้หาเวลาเหมาะ

ปทีบสลายม็อบแดงหากมีคำสั่งชี้หาเวลาเหมาะ

30 เม.ย. 2553

“ปทีป” พร้อมสลายการชุมนุม หากมีคำสั่ง และทหารพร้อม ชี้ต้องอาศัยเวลาเหมาะสม เซ็งตอบถูกบีบพ้นเก่าอี้ รรท.ผบ.ตร.

 เมื่อเวลา 12.00น. วันที่ 30 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ10) แถลงข่าวถึงมาตรการในการควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังชุมนุมอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดย  พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า วันนี้ตนได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทุกกองบัญชาการ(บช.) ทั่วประเทศ โดยกำชับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรม เข้มข้นขึ้น ในทุกพื้นที่ โดยพื้นที่นอกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ก็ให้บังคับใช้กฎหมายอาญา อย่างเคร่งครัดด้วย โดกรณีผู้ทำผิดกฎหมายในพื้นที่ต้องทำตามกระบวนการคือแจ้งข้อหาออกหมายเรียก 2 ครั้ง หากไม่มาตามหมายเรียกก็ออกหมายจับ และติตามจับกุม ซึ่งการทำเมื่อสถานการณ์เหมาะสม

 เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเพิ่งมาบังคับใช้กฎหมายเข้มเข้นทั้งที่การชุมนุมเกิดขึ้นมานานแล้ว พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กากระทำความผิดก็เกิดตั้งแต่ตอนเริ่มกระทำการแล้ว ที่ผ่านมาได้ออกหมายเรียกไปแล้ว ไม่ได้ละเลย แต่ตำรวจต้องทำตามขั้นตอน ซึ่งกรณีที่ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าตามกฎหมายไม่สามารถจับกุมทันที แต่หากผิดซึ่งหน้าเราจับกุมได้ ประเด็นคือการการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติงานว่าเหมาะสมแก่สถานการณ์ที่จะจับกุมผู้กระทำผิดหรือไม่

 รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า สำหรับกรณีนายพายะ ปั้นเกตุ นปช.ที่นำขบวนนปช.บุกโรงพยายาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมานั้นถือว่าผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งคดีอาญา ฐานบุกกฐซึ่งต้องมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ และความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทังนี้แม้เป็นความผิดซึ่งหน้า และมีนายตำรวจระดับสูงอยู่ในเหตุการณ์ แต่การใช้ดุลยพินิจในการจับกุมขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่ถือว่าละเว้นการจับกุม อยู่ที่จังหวะจะโคน อย่างไรก็ตามสั่งการพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล( ผบช.น.) ให้เข้าดูแล รพ.จุฬา และรพ.อื่นๆ ทำทุกอย่างให้เรียบร้อย และจัดกำลังตำรวจสน.ปทุมวันเข้าไปดูแลรพ.จุฬา แล้ว มั่นใจว่ากำลังที่เข้าไปจะดูความสงบของสถานการณ์ในโรงพยาบาลได้และกำลังตำรวจสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่

 เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ศอฉ.ไม่พอใจการทำงานของตำรวจที่เกียร์ว่าง พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของความเห็น ตนคงออกความเห็นไม่ได้

 ด้านความคืบหน้าในการดำเนินคดี กับจ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตม์ ผบ.หมู่ ป.สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาคดีที่เป็นเจ้าของอาวุธสงครามเอ็ม 79 นั้น พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ ขอเวลาตรวจสอบพูดไปจะกระทบกระบวนการสืบสวนสอบสวน รูปคดี โดยจะตรวจสอบว่าอาวุธในครอบครองของจ.ส.ต.ปริญญานั้น มีความเชื่อมโยงกับอาวุธที่ใช้ก่อเหตุสร้างความไม่สงบในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้หรือไม่ โดยต้องดูจากซีรี่ส์นัมเบอร์ของอาวุธด้วยว่าตรงกันหรือไม่ ขอเวลา2 วันน่าจะรู้อะไรมากขึ้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการเชื่อมโยงหลักฐานจากที่ตรวจพบและพยานบุคคล

 เมื่อถามว่า แกนนำเสื้อแดงระบุว่าการจับกุมนี้เป็นการจัดฉาก รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า คงไม่ใช่ มันเกิดขึ้นจริงๆที่ทราบข่าวกัน ว่าเขาขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาและพบกับด่านตรวจร่วม จองตำรวจทหารและจับได้ คงไม่มีใครไปจัดฉากอะไร อย่างไรก็ตามกรณีนี้จะมีตำรวจนายอื่นไปเกี่ยวข้องหรือไม่ยังต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ การดำเนินการทางวินัยกับจ.ต.ต.ปริญญานั้น ให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ส่วนคนร้ายรายนี้เท่าที่ทราบพบว่าเชื่อมโยง มีการติดต่อกับผู้ต้องหาโรงงานผลิตอาวุธ ในพื้นที่ สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ตนสันนิษฐานว่าเป็นเป็นรับอาวุธจากโรงงานไปขาย แต่เชิงลึกนั้นเกี่ยวพันอย่างไรจะดำเนินการ

 กรณีสำนักข่าวอัจจาซีราบันทึกภาพชายชุดดำ ถือปืนในเหตุปะทะที่อนุสรณ์สถาน พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า สน.ดอนเมืองดำเนินการเรื่องนี้อยู่ แต่ ขณะเกิดเหตุนั้นฝนตกด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานอาจไม่สะดวกนัก

 ส่วนคดียิงอาร์พีจี พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว โดยคดีนี้จำได้ว่าต้องโอนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ

 ขณะที่ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบคดีระเบิด สร้างสถานการณ์ ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม เป็นต้นมา กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ในภาพรวมคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ มีทั้งสิ้น 60 คดี เกิดขึ้นในกทม.และปริมณฑล 46 คดี อีก 13 คดีเกิดขึ้นใน บช.ภ.5 บช.ภ.4 อีก 1 คดี ทั้งนี้ได้จัดชุดสืบสวนติดตามและจัดคดีออกเป็นกลุ่ม กลุ่มแรก ขณะนี้จับกุม ส.ต.ท.บัณฑิต สิทธิทุม อดีตตำรวจสภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้วได้ แล้วจากกรณีใช้จรวดอาร์พีจี บริเวณซอยแพร่งภูธร หลังกระทรวงกลาโหม เขตพระนคร กทม. ซึ่งวันนั้นตรวจพบเอ็ม 67 ได้อีก 3 ลูกในรถ ซึ่งตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชายกด้านวัตถุระเบิด หน่วยอีโอดีแล้วลงความเห็น ว่าเป็นระเบิดล็อตเดียวกันกับอีก 8 เหตุการณ์ ที่ใช้อาวุธชนิดนี้ก่อเหตุ ตรงนี้ตรวจสอบอยู่ว่าของหน่วยงานใด แต่หากยังไม่ชัดเจน มีหลักฐานเอกสารที่ชี้ชัดได้ ก็ยังเปิดเผยไม่ได้ว่าเป็นของหน่วยใด มันละเอียดอ่อน ซึ่งส.ต.ท.บัณฑิตจะไปเกี่ยวข้องกับอีก 8 คดีหรือไม่ยังตอบไม่ได้ หรือเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่ก้อเหตุอื่นหรือไม่ก็ตอบไม่ได้ ซึ่งคดีที่พบว่าตรงกันเป็นคดีใช้ระเบิดขว้างที่เกิดขึ้นในห้วงแรก เช่นที่ธนาคารกรุงเทพ

 ที่ปรึกษา(สบ10) กล่าวว่า กลุ่มที่ 2 ใช้ระเบิดแสวงเครื่อง 16 คดี รายเล็กๆรายใหญ่ที่โพไซดอน ได้จัดชุดติดตามนายอัครเดช สุขลักษณ์กับพวก เชื่อมั่นว่าจะได้ตัวเร็วๆนี้ กลุ่มที่ 3 จัดชุดติดตามจากตำหนิรูปพรรณคนร้าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้อาวุธเอ็ม 79 มี 17 คดี คนร้ายกลุ่มนี้ได้ภาพจากกล้องวงจรปิด และพยานในที่เกิดเหตุ ขณะนี้คืบหน้าพอสมควร กลุ่มสุดท้าย ใช้ปืนพก .38 และ 9มม. ได้ตำหนิรูปพรรณได้ข้อมูลอาวุธปืน กระสุนจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐานมาเปรียบเทียบเพื่อโยงไปถึงคนร้าย ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าทุกคดีคืบหน้าตามลำดับ ซึ่งคดีใดที่เป็นการก่อการร้าย ทำร้ายประชาชน กระทำต่อยุทธภัณฑ์ต่างๆ ตนได้สืบสวนแยกแยกและส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าทั้ง 4 กลุ่มเชื่อมโยงกันหรือไม่ รอให้ถึงวันที่จับกุม เชื่อมโยงเครือข่ายมีหลักฐาน ได้ พล.ต.อ.ปทีป จะแจ้งได้เอง ตอนนี้บอกได้เพียงว่าเป็นกลุ่มสร้างสถานการณ์ ต้องรอให้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับได้ จะบอกได้ว่าเป็นกลุ่มใด เกี่ยวกับใคร เร็วๆนี้จะออกหมายจับเพิ่มได้

 เมื่อถามถึงการจับกุมส.ต.ท.บัณฑิต โดยพบว่ามีนายตำรวจระดับรองผกก.ร่วมด้วย พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ถ้าแง่การสอบสวนระบุชัดเจนว่ามีตำรวจนายใดไปเกี่ยวข้องตนยืนยันว่าไม่ละเว้นทั้งทางวินัยและอาญา อย่างกรณีนี้ถ้าพบให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีการสอบสวนที่ชัดเจนเป็นเพียงการข่าวเท่านั้น โดยสำหรับส.ต.ท.บัณฑิต โดนข้อหามีอาวุธสงคราไว้ในครอบครอง

 ขณะที่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวถึงการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายล้มสถาบัน ตามที่ศอฉ. ออกแผนผัง ว่า เรื่องนี้ตรวจสอบร่วมกันกับ ดีเอสไอ ซึ่งทำงานเป็นทีมชุดใหญ่ ในสำนวนสอบสวนต้องลงลึก เพราะเรื่องละเอียดอ่อน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับหรือหมายเรียกแก่ผู้ใด กำลังเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องค่อยๆเก็บรายละเอียดเป็นรายวัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีมีกระแสข่าว ศอฉ. ไม่พอใจ พล.ต.อ.ปทีป โดยจะเปลี่ยนตัว รรท.ผบ.ตร.โดย เรียก พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.ไปช่วยทำงาน แทน พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีความเห็น ตนบอกไปแล้วว่าเรื่องเกี่ยวกับตนออกความเห็นไม่ได้
เมื่อถามว่า ศอฉ. ตำหนิ ตำรวจมะเขือเทศ ที่เป็นเหตุให้การข่าวข้อมูลของศอฉ.รั่ว พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่เกี่ยวกับตำรวจทั้ง 2 แสนนาย เหมารวมไม่ได้ ทั้งนี้ตำรวจคนใดทำผิดตนยืนยันว่าดำเนินอาญาและวินัยควบคู่ไป

 ถามว่ามีข่าวว่า ศอฉ.บอกว่าหากสั่งสลายชุมนุม ท่านจะไม่ทำ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตรงนี้ ไม่ได้พูดอะไรเลย ถามว่าไม่จริงใช่ไหม รรท.ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับ ถามว่า หรือหากสั่งให้ทำท่านจะลาออกจากตำแหน่ง รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ข่าวว่างั้นหรือ ผมไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ได้ปฏิเสธนะ แต่บอกว่าผมไม่ทราบเหมือนกันและยังไม่ได้รับคำสั่งอะไร

 ถามว่าถ้ามีคำสั่งสลายการชุมนุมท่านจะปฏิบัติตามหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ถึงเวลานั้นคงตอบ

 เมื่อถามถึงจุดยืน ต่อการสลายการชุมนุม รรท.ผบ.ตร. กล่าว่า ตนจะดูเรื่องบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก ทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

 ถามว่ากลัวจะเป็นแบบพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.ที่ต้องออกจากราชการเพราะสลายการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตรงนี้ตนไม่ตอบ เพราะตอบไปแล้ว ถ้ามีคำสั่งมาแล้วจะตอบ

 เมื่อถามว่าการบังคับใช้กฎหมาย หมายความว่าชุมนุมไม่ได้ แสดงว่าพร้อมจะใช้กำลังเข้าจัดการหากศอฉ.สั่ง พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ถ้ามีความผิดเกิดขึ้นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่การดำเนินการตามกฎหมายต้องดูความเหมาะสมในการทำด้วย หากยังไม่เหมาะสม ไม่ทำ ต้องอาศัยเวลาด้วย

 ถามว่า หากถึงเวลาเหมาะสมแล้วทหารเริ่มปฏิบัติการกำลังตำรวจพร้อมเข้าไปช่วยปฏิบัติการหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า พร้อม