ข่าว

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อชาติตะวันตกไม่แทรกการเมืองไทย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อชาติตะวันตกไม่แทรกการเมืองไทย

30 เม.ย. 2553

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประชาคมสากลอาจจะเตือนให้ฝ่ายต่างๆในไทย หาทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองแบบสันติ แต่ดูเหมือนว่า พันธมิตรชาติตะวันตกของไทย จะไม่เข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน เอพีรายงานสภาพสูญญากาศในไทย เดอะเนชั่นเผยสื่อนอกที่รายงานอย่างผิวเผิน

นักการทูตหลายคนบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วพวกเขาวิตกอย่างมากหลังเกิดการเผชิญหน้าที่กลายเป็นความรุนแรงหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลชาติตะวันตก จะไม่ออกมากดดันอย่างแรงไม่ว่าจะต่อกลุ่มผู้ประท้วง หรือรัฐบาล นักการทูตรายหนึ่งบอกว่า ชาติตะวันตกเหล่านี้แค่รับฟังสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูด และก็พยายามรักษาความเป็นกลาง

นายไมเคิล มอนเตซาโน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองไทยรายหนึ่งบอกว่า จนถึงตอนนี้ ระดับของการนองเลือด ไม่ได้มากมายจนถึงกับที่ฝ่ายภายนอกจะต้องลงมาแทรกแซง

สหรัฐ พันธมิตรสำคัญของไทย ก็ประณามความรุนแรง สถานทูตสหรัฐในไทย ก็หารือกับทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลอย่างหนัก  แต่ท่าทีของสหรัฐก็ยังเป็นแบบเดิม คือเรียกร้องให้แก้ปัญหาโดยสันติ มอนเตซาโน่ บอกว่า ที่สหรัฐพูดมา ไม่ได้มีความหมายอะไรกับประเทศไทยมากเป็นพิเศษ

แต่นักการทูตชาติตะวันตกรายหนึ่งบอกว่ารัฐบาลไทยมีความอ่อนไหวต่อท่าทีของสหรัฐมาก คำแถลงของสหรัฐมีการนำมาวิเคราะห์มากมาย และก็พบความเย็นชาในคำแถลงเหล่านี้ สิ่งที่สหรัฐพูด ก็ทำให้ฝ่ายทหารระมัดระวังเรื่องที่จะก่อรัฐประหารอีกครั้ง

การออกมาพูดเรื่องนี้ มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงพยายาม แต่ยังไร้ผล ในการขอให้นานาชาติเพิ่มความกดดันต่อรัฐบาล โดยส่งจดหมายถึงสถานทูต และหน่วยงานระดับสากลเพื่อขอเสียงสนับสนุน แต่ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดว่า หน่วยงานเหล่านี้จะส่งผู้สังเกตุการณ์มาดูสถานการณ์ในไทยในช่วงอนาคตอันใกล้

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดง กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ได้ขึ้นมามีอำนาจตามหนทางประชาธิปไตย แต่นักการทูตต่างชาติต่างก็มองว่ารัฐบาล ขึ้นมามีอำนาจตามเส้นทางที่รัฐธรรมนูญกำหนด และด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย กับพม่ารวมถึงกับประเทศคอมมิวนิสต์อย่างเวียดนามและลาว พวกเขาบอกว่าพันธมิตรตะวันตก ก็ไม่กล้าทำอะไรที่ทำให้รัฐบาลไม่พอใจ เพราะทั่วโลกยังคงมองว่า ไทยเป็นดวงประทีปของประชาธิปไตยในภูมิภาค และถ้าชาติตะวันตกปล่อยให้ประเทศไทยล้ม ก็คงจะไม่มีความหวังอะไรเหลือกับชาติอื่นๆในอาเซียน

เอพีรายงานสภาพสูญญากาศในไทย

สำนักข่าวเอพีโดยอาวี เนสส์แมน ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับสภาพสูญญากาศทางอำนาจ จากปัญหาความยุ่งเหยิงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

บทความเริ่มด้วยการพูดถึงการตั้งค่ายของกลุ่มเสื้อแดงในกรุงเทพ การประท้วงนาน 7 สัปดาห์ ทำให้บางส่วนของกรุงเทพกลายสภาพเป็นค่ายพักผู้ประท้วงที่ไร้กฏหมายควบคุม จนหลายคนสงสัยว่ารัฐบาลคงไม่สามารถ หรือไม่อยากจะฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เอพีบอกว่า การประท้วงเช่นนี้ เป็นเรื่องจินตนาการไม่ออกในประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการอย่างพม่าหรือจีน หรือแม้กระทั่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าตำรวจจะยอมให้กลุ่มให้ผู้ประท้วง เข้ามายึดย่านจับจ่ายซื้อของหลัก อย่างย่านฟิฟธ์ แอวะนิว ในนิวยอร์ก แล้วตั้งค่ายประท้วง

แต่แกนนำการประท้วงที่มีหมายจับในไทย ยังคงนำการประท้วงไปตามท้องถนน กลุ่มผู้สนับสนุนก็ออกมาตั้งด่านตามท้องถนนเพื่อสกัดการเสริมกำลังของเจ้าหน้าที่  และก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการคนใดออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงแผนการแก้ปัญหา

นักวิชาการในไทยบางคนบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเลวร้ายเกินจินตนาการ และเกินที่จะควบคุม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกว่าต้องการหาข้อยุติทางการเมือง แต่ก็บอกจะไม่เจรจา ทำให้หลายคนคาดว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุม แต่หลายคนก็สงสัยว่าพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกที่เตรียมตัวเกษียณในอีกไม่กี่เดือน จะยอมเสี่ยงให้มีการนองเลือดอีกครั้งหรือไม่

ความจงรักภักดีต่อกองทัพของทหารบางนายก็เป็นที่น่าสงสัย เพราะหลายคนก็มาจากถิ่นเดียวกับผู้ประท้วง ทางการเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกรณีล้มเหลวในการจับกุมแกนนำอย่างอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง โฆษกรัฐบาลบอกว่านโยบายรัฐบาลตอนนี้คือจับกุมแกนนำ แต่เรื่องการจับกุมอย่างไรเป็นเรื่องของตำรวจ

กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา ส่วนผู้ประท้วงเสื้อเหลืองก็ให้รัฐบาลออกมาจัดการยุติการประท้วงของพวกเสื้อแดง แต่พวกเสื้อเหลืองก็เคยพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำให้ประเทศเป็นอัมพาต เป็นยุทธศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อพวกเขาบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน

อดีตตำรวจออสเตรเลีย ที่ปัจจุบันทำงานให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัย บอกว่า การสลายการชุมนุมน่าจะทำได้ง่ายกว่า หากทำกันตั้งแต่ตอนแรกๆ สมัยที่ยังไม่มีการตั้งค่าย แต่เมื่อถึงตอนนี้ รัฐบาลก็มีทางเลือกยากๆเหลืออยู่ 4 ทางคือ 1 เจรจา 2 ปิดล้อม ตัดน้ำตัดอาหาร 3 บุกเข้าไปด้วยแก๊สน้ำตา หรือ 4 ปิดพื้นที่ แล้วลืมผู้ประท้วงไปเลย

ด้านอดีตนายตำรวจอิสราเอล บอกว่า จำเป็นต้องหาบทสรุปแบบไม่ใช้กำลัง เพราะจะทำให้คนตาย ซึ่งจะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น

เดอะเนชั่นเผยสื่อนอกที่รายงานอย่างผิวเผิน

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ได้เสนอรายงานเป็นการตั้งคำถามว่า ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยรู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ในขณะที่ประชาคมนานาชาติ ได้แสดงให้เห็นระดับของความวิตกต่อสถานการณ์การเมืองในไทยที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนที่นอกราชอาณาจักรไทย ที่มองผ่านมุมมองที่บิดเบือนทั้งหลาย และชุมชนชาวต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบรายวันจากความผันผวนทางการเมืองเหมือนกับคนไทยทั่วไป

คนกลุ่มแรก ที่รวมถึงสื่อบางสำนัก ได้แต่รายงานวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างผิวเผิน การแสดงความเห็นส่วนใหญ่มักจะเป็นมุมมองที่แคบ พุ่งประเด็นไปที่การต่อสู้เพื่อความชอบธรรม ระหว่างคนจนกับคนรวย ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเหล่านี้กลับมองว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย และสองสิ่งนี้เลยกลายเป็นอิทธิพลที่ครอบงำการนำเสนอข่าวของพวกเขาไป

เมื่อดูข่าวผ่านทางช่องข่าว 24 ชั่วโมง สถานการณ์ในประเทศไทยมีสภาพเหมือนไร้ขื่อแป ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย และรัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นรายวันได้ และนี่คือสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติเช่นกัน ตอนที่เขาให้ความเห็นต่อวิกฤติที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางยุติปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ แต่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว บรรดาผู้นำโลกคนอื่น ๆ ก็คิดและวิตกในแบบเดียวกัน

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่หายไป .... บทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้เห็นสาเหตุหลักของปัญหา แทบจะไม่ถูกประชาคมนานาชาติและสื่อต่างชาติพาดพิงถึง มันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของพวกเขาที่ว่า บุคคลเพียงคนเดียวจะมารับผิดชอบต่อพฤติกรรมอารยะขัดขืนของมวลชนได้ แต่นี่คือความจริง ทักษิณได้ส่งเงิน ผ่านทางอดีตภรรยาและคนใกล้ชิด เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้การประท้วงครั้งนี้

กระทรวงต่างประเทศ ได้อธิบายให้ประชาคมนานาชาติได้เข้าใจว่า ทักษิณทำตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย และควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงผู้ก่อการร้ายด้วย เขาใช้ทั้งการโฟนอินและวีดีโอลิงค์เพื่อปลุกระดม เขาเรียกร้องให้ผู้ประท้วงจับอาวุธและโค่นอำนาจรัฐบาล ถ้ามีการปลุกระดม
และยั่วยุทางการเมืองแบบนี้ประเทศอื่น จะมีใครทนได้หรือไม่

สารจากกระทรวงต่างประเทศ ได้ถูกนำมาถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในการประชุมหารือระหว่างบรรดานักการทูตไทยในต่างประเทศกับนานาประเทศที่พวกเขาปฏิบัติภารกิจอยู่ แต่ก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาในประเทศ โดยเฉพาะพวกี่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมและการลงทุนในอภิมหาโครงการทั้งหลายของทักษิณ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อว่าเป็นประเทศใดบ้าง

แน่นอนว่า มีคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่ตามถนน ที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงและต้องการเยียวยาสังคมที่ป่วยไข้ มีความจริงที่ปกปิดไม่ได้ว่า มีคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังยากจน และช่องว่างรายได้ที่กว้างมาก หรือยังมีพวกที่เห็นแก่ได้ที่เอาแต่กอบโกย และไม่อาจปฎิเสธได้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูป

แต่ประเด็นเหล่านี้ ก็เป็นคุณลักษณะเฉพาะของประเทศกำลังพัฒนา ความไม่เทียมกันระหว่างชนบทกับในเมือง ซึ่งแม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังมีการแบ่งขั้วกันแบบนี้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีใครออกมาทำอะไรแบบนี้ในประเทศอื่น ในประเทศไทย ประเด็นนี้ ถูกบิดเบือนโดยกลุ่มคนที่หวังผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน

ในประเทศไทย คนต่างชาติต่างเผชิญสถานการณ์แบบเดียวกับคนไทย ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง เศร้าใจ และเคียดแค้น พวกเขารู้สึกแบบเดียวกับคนไทย ส่วนใหญ่เข้าดีว่า การเมืองไทยมีพลวัต พวกเขาก็อยู่ในประเทศนี้มานานหลายปี
และได้เห็นพัฒนาการจากการเป็นประเทศที่อยู่ใต้อำนาจเผด็จการเมื่อทศวรรษที่ 1970 ไปเป็นประเทศประชาธิปไตย ในช่วงทศวรรษที่ 1990

ประเทศไทยผจญปัญหานานัปประการ ที่จำเป็นต้องแก้ไข ชาวต่างชาติที่เรียกประเทศไทยว่าเป็นบ้านต่างทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ รวมถึงปัจจัยอะไรที่ส่งผลถึงเสถียรภาพและความก้าวหน้า หรือสิ่งที่ขาดแคลนในสังคมไทย เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้ประชาคมนานาชาติ เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสื่อและองค์กรของรัฐทั้งหมด จะต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้