ข่าว

 "ดาบคืนสนอง"ปมร้าวรัฐบาล..ตร.มะเขือเทศ

"ดาบคืนสนอง"ปมร้าวรัฐบาล..ตร.มะเขือเทศ

30 เม.ย. 2553

การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า "เกียร์ว่าง" แถมยังมี "ตำรวจมะเขือเทศ" แทรกซึมอยู่เต็มสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

 ที่มาของวลี "ตำรวจมะเขือเทศ" ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มีแนวคิดทางการเมืองฝักใฝ่กลุ่มคนเสื้อแดงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เกิดจากปัญหาข้อกฎหมายที่บ่มเพาะมาจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 ซึ่งตำรวจตกเป็นจำเลยสังคม ถูกสอบสวนดำเนินคดีและถูกใช้เป็นเหยื่อในเกมการเมืองด้วย

 หากย้อนไปดูการชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้นในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนเสื้อเหลือง ออกมารวมตัวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำประเทศ ตามมาด้วยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายกรัฐมนตรี "นอมินี" นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

 วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ก่อนที่นายสมชายจะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร คำสั่งสลายการชุมนุมก็ตกมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะกลุ่มคนเสื้อเหลืองนำประชาชนมาปิดล้อมอาคารรัฐสภา

 ตำรวจหลายพันนายเตรียมพร้อมรอคำสั่ง เมื่อคนเสื้อเหลืองเริ่มปิดล้อมเหตุปะทะก็เริ่มขึ้น เมื่อแก๊สน้ำตาลูกแรกถูกยิงออกไป เหตุการณ์ก็บานปลายในที่สุด มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

 ภาพเหตุการณ์ถูกบันทึกโดยสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศ ภาพที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม ภาพผู้เสียชีวิต พิการขาขาด ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อทุกแขนงไปทั่วโลก

 สำนักงานตำรวจแห่งชาติตกเป็นจำเลยสังคม ถูกประณามว่าเข่นฆ่าประชาชน !?!

 ในระหว่างการชุมนุมที่ยืดเยื้อ "พรรคฝ่ายค้าน" ก็ออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ของตำรวจ ที่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่เช้าจรดเย็นต่อเนื่องถึงกลางคืน และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามเหตุการณ์ทันที

 ที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านขณะนั้น ได้ลงมาตรวจสอบถึงพื้นที่ บางจุดถึงขั้นตำหนิเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติอย่างหนักหน่วง

 มีเสียงสะท้อนจากนายตำรวจระดับสูงของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตามหลังมาทำนองว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการอย่างนี้หรือไม่

 เกิดรอยร้าวลึกๆ ขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้นำฝ่ายค้านทันที

 ต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารับผิดชอบสลายการชุมนุม ด้วยการยื่นใบลาออกหลังจากเหตุการณ์สงบ

 ยังมีแรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาล เมื่อผู้นำเหล่าทัพทั้งหมดไม่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ร่วมกันออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 นี่คือ "การปฏิวัติบนจอทีวี" ของหน่วยคุมกำลังสำคัญของประเทศทั้งหมด !?!

 การสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 7 กันยายน 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน ได้พิจารณาคดีสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา และชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดทางอาญามาตรา 157 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้สั่งการ ที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

 2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 ฐานเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา ที่ประชุมชี้มูลความผิด 6 ต่อ 3

 3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะ ผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ขาขาดแขนขาดก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป มีคำให้การจากพยานว่าเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม จึงมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

 4.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และเป็นเจ้าของพื้นที่ มีความผิดวินัยร้ายแรงและอาญาเช่นกัน โดยที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

 ส่วน พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด หลักฐานยังไม่พอชี้มูลความผิด สำหรับ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

 ต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ถูกให้ออกจากราชการ แม้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะพลิกมติให้กลับเข้ารับราชการ แต่ก็สร้างความหวั่นไหวให้แก่กำลังพลระดับปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง

 เมื่อเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ที่เข้าสลายการชุมนุมต้องได้รับโทษ จึงมีข้อเสนอจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้รัฐบาลออกกฎหมายว่าด้วยการควบคุมฝูงชน เพื่อรองรับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 แต่มีข้อเสนอแนะจากคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำนองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรพิจารณายกร่างกฎหมายตามความเหมาะสมกับสังคมไทย และต้องไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน

 "ต้องดูให้รอบด้านเพราะกฎหมายฉบับนี้เหมือนดาบสองคม เนื่องจากจะไปกระทบสิทธิในการชุมนุมของประชาชน ต้องทำอย่างรอบคอบแล้วส่งร่างกลับมาที่กฤษฎีกา"

 ถึงแม้เวลาต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะรับหลักการเมื่อ 6 ตุลาคม 2552 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความพยายามผลักดันอย่างเร่งด่วนแต่อย่างใด

 เมื่อตำรวจยังไม่มีกฎหมายรองรับ การปฏิบัติจึงเป็นอย่างที่เห็น ม็อบเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์จึงมีหูมีตารับแจ้งความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว แผนการขอคืนพื้นที่จึงต้องล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 บัญชีโยกย้ายนายตำรวจระดับนายพล รองผู้บังคับการ ไปจนถึงสารวัตรที่ผ่านมา ก็สร้างความไม่พอใจให้ตำรวจเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีข่าวการซื้อขายเก้าอี้กันอย่างกว้างขวาง

 ประเด็นสำคัญคือ นายตำรวจที่อยู่ในสายเสื้อแดงส่วนใหญ่ต่างใช้เงินทุ่มซื้อรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผลที่ตามมาคือคนเสื้อแดงนำกำลังคนออกมาตั้งด่านตรวจค้นชาวบ้าน ควบคุมทหาร ตำรวจ ระงับการเดินทางเข้ามาสับเปลี่ยนกำลังในกรุงเทพฯ อย่างท้าทายกฎหมาย นายตำรวจส่วนใหญ่จึงไม่ใช้กำลังเข้าควบคุมระงับเหตุ

 ปมร้าวลึกเช่นนี้ดูเหมือนรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำลังพยามยามแก้ไข

 แม้แต่นายกรัฐมนตรีจะออกมาขู่ดำเนินคดีตามมาตรา 157 ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากมีนายตำรวจคนใดละเว้นไม่ดำเนินการต่อกลุ่มเสื้อแดง แต่คำขู่ดังกล่าวหายไปกับสายลม เพราะถึงเวลานี้ต้องบอกว่าตำรวจไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เดินหน้าใช้กำลังต่อผู้ชุมนุมก็เสี่ยงกับความผิด นิ่งเฉยก็ถูกรัฐบาลเล่นงาน

 ถึงวันนี้รัฐบาลคงตระหนักได้ว่า วิธีเล่นเกมไล่บี้ ไล่ฟันสีกากีและมีนักการเมือง "หิวเงิน" จากบัญชีโยกย้าย

 ตำรวจมะเขือเทศจึงตวัด "ดาบคืนสนอง" แผลรัฐบาลเริ่มกำเริบชนิดหายารักษายากแล้ว !!