
ยุทธศาสตร์ "ไม่รู้กัน"
"เฮ้ยพวกนั้นมันเป็นใครวะ ลองสืบดูดิ มันใครกันวะ แต่ก็ดีละที่มันมาช่วย แต่มันใครวะ" หรือคำพูดที่ว่า "เฮ้ย..แต่ไอ้ระเบิดที่ลงคราวนี้มันไม่ใช่พวกเรานี่หว่า มันใครวะ"
"ใครลงเสาไฟฟ้าวะ ใครลงอาร์พีจีวะ เฮ้ย...ไม่ใช่พวกเรานี่หว่า มันใครวะ"
เสียงตะโกนถามไถ่กันของแนวร่วมมวลชนเสื้อแดง ในเหตุการณ์ปะทะกับทหารที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ที่ถูกถ่ายทอดผ่านปาก เมธี อมรวุฒิกุล 1 ใน 24 นปช.ที่ถูกออกหมายจับ ทำให้ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ "ดีเอสไอ" เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นหนึ่งในแกนนำที่น่าจะมีความสำคัญไม่มากไม่น้อย แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแกนนำบนเวทีก็ตาม ทั้งนี้ก็ด้วยสมมติฐานที่ว่า...
~เมธีมีการขึ้นเวทีหลายครั้ง แม้จะไม่ได้ประกาศตัวเป็นแกนนำ
~มีหลักฐานว่าเมธีเดินกับ เสธ.มีสีหลายครั้ง ซึ่งในทางการข่าวก็ต้องยอมรับว่า เสธ.คนนี้เป็นคีย์แมนคนหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะเล่นละครยอมรับ-ไม่ยอมรับก็ตาม
~เมธีสามารถหยิบอาวุธร้ายแรงบนเวทีได้
~เมธีสามารถครอบครองอาวุธร้ายแรงอย่างทาโว่ได้
~เมธีสามารถให้การระบุถึงตัวละครต่างๆ ได้
แน่นอนว่าด้วยสมมติฐานของดีเอสไอ เขาไม่ได้คิดว่าแกนนำคือคนที่โผล่หน้าไฮด์ปาร์คบนเวทีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะคนที่มีศักยภาพทำได้อย่าง "เมธี" หรือแม้กระทั่งหัวหน้าการ์ดอย่าง "ชยุตม์ ใหลเจริญ" ที่เล่นบทนำส่งชายชุดดำพร้อมอาวุธครบมือไปส่ง ณ จุดเกิดเหตุได้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
เพราะมันคือ "ยุทธศาสตร์" ที่ถูกวางไว้แล้ว !!!
"คนที่ขึ้นเวทีอย่างสามเกลอ เขาใช้ยุทธศาสตร์สร้างภาพว่า สงบ อหิงสา เขาจะไม่แตะต้องอาวุธ ไม่สั่งการเรื่องรุนแรง และโดยภาพเขาก็จะแอนตี้ว่า เสธ.มีสีใช้ไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทำไมยังปล่อยให้เดินเพ่นพ่าน ถืออาวุธอยู่แถวเวทีได้ล่ะ เห็นได้เลยว่านี่มันเป็นยุทธศาสตร์แบ่งหน้าที่กันทำ แต่ถามว่าการที่ยึดอาวุธจากราชการ 200 กว่าชนิด เอาไปวางบนเวที สามารถนำไปแจกจ่ายกัน เอาไปซ่อน เอาไปเก็บ แล้วแกนนำก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รู้ไม่เห็นอยู่ได้หรือ" แหล่งข่าวระดับทีมสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอให้ข้อสังเกต
ดังนั้นถ้าจะบอกว่าแกนนำตัวจริงคือคนที่พูดบนเวทีอย่าง "สามเกลอ" มันย่อมทำให้มุมมองต่อการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เพราะสถานการณ์ขณะนี้ บางคนอาจไม่ต้องโผล่ขึ้นเวทีเลย เช่น "เสธ.มีสี"
แต่คนนี้ต้องจัดเป็นคีย์แมนได้เลย เพราะทั้งมีการสะสมอาวุธ และสั่งการอะไรต่างๆ ได้
เช่นเดียวกับ "เมธี" ที่เขาไม่ใช่แค่แนวร่วมนั่งฟังหน้าเวที ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่ง แต่บางอย่างเขาก็ตัดสินใจทำได้เอง เช่น ไปหยิบปืนที่ยึดจากทหารมาแจกใครต่อใคร
ฉะนั้นเมื่อได้ตัว "เมธี" มาแล้ว สิ่งที่ดีเอสไอต้องตามแกะรอยต่อก็คือ ประเด็นซึ่งเป็นคำถามและสังคมกำลังถกเถียงกัน เช่น
...นปช.มีอาวุธหรือไม่?
...กองกำลังที่สามคือใคร?
...การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ หรือพกพาอาวุธกันด้วย?
และจากการสอบปากคำ "เมธี" ก็ได้รับคำตอบที่ยืนยันได้ว่า มีหน่วยซุ่มยิงจริง มีกองกำลังติดอาวุธเป็นหน่วยแบ็กอัพเสื้อแดงจริง และที่สำคัญกองกำลังที่ว่านี้มีถึง 3 ชุดด้วยกัน ส่วนใหญ่ใส่ชุดดำและสวมหมวกไอ้โม่ง !
ในวันเกิดเหตุ "เมธี" อยู่ส่วนหน้าร่วมกับแกนนำอีกหลายคน บริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา ทำให้เขายืนยันได้ว่าทหารไม่ได้ยิง แต่มีหน่วยซุ่มยิงซึ่งไม่รู้เป็นใคร แต่ที่แน่ๆ เป็นพวกเดียวกัน เพราะหน่วยที่ว่านี้ยิงช่วยเสื้อแดง
จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี่เอง จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า หน่วยสนับสนุนเสื้อแดง โดยการมีอาวุธร้ายแรง ทั้งวางระเบิดและซุ่มยิง ไม่ได้มีหน่วยเดียว มันมีหลายหน่วย แล้วบางหน่วยไม่ขึ้นต่อกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ "ไม่รู้กัน" ว่าใครถูกใช้มาบ้าง และใช้ทำภารกิจอะไร !!!
"แสดงให้เห็นว่ามีการวางยุทธศาสตร์ที่ไม่ให้รู้กัน เช่นว่าจะมีกี่ เสธ.ก็แล้วแต่ (ซึ่งส่วนใหญ่จะโยงทหารเนี่ย) เข้ามาแบ็กอัพ ก็จะไม่ให้รู้กัน ขนาดคีย์แมนเขายังไม่ให้รู้เลย แสดงว่าต้องสั่งมาจากระดับท็อปๆ เลย ซึ่งเขาอาจจะมองว่าถ้าสั่งหน่วยเดียวแล้วมันเบี้ยวไม่ทำล่ะ เลยต้องมีหลายๆ หน่วย หรืออาจจะมองในทางยุทธศาสตร์ว่ามีหลายหน่วยอาจจะดีกว่า เพราะหากหน่วยใดหน่วยหนึ่งถูกสลาย ถูกจับ หรือปฏิบัติการพลาด ก็ยังมีหน่วยสำรองทำหน้าที่แทน" แหล่งข่าววิเคราะห์การวางยุทธศาสตร์ "ไม่รู้กัน" ของเสื้อแดง
กระนั้นข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำ "เมธี" เพียงคนเดียว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นขบวนการทั้งหมดได้
และถึงแม้ล่าสุดดีเอสไอจะตามตะครุบตัวหัวหน้าการ์ดที่ชื่อ" ชยุตม์ ใหลเจริญ" ได้แล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้สาวถึงต้นตอได้ง่ายๆ เพราะในแง่ของคดี มันต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ที่ข้อมูลการข่าว
ที่สำคัญโอกาสจะถูก "ตัดตอน" เหมือนกับคดีทั่วๆ ไปก็มีความเป็นไปได้สูง
เห็นได้ชัดว่า ยังไม่ทันไรแกนนำ นปช.ก็รีบออกมาตัดตอนทั้ง "เมธี" และ "ชยุตม์" แล้วว่าทั้งสองคนไม่ใช่แกนนำ และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการคนเสื้อแดงที่ยึดสันติ อหิงสามาตลอด
ฐานันดร 4



