
"นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม"แยกปลาออกจากน้ำ
ดูเหมือนว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ทำได้แค่เพียง แยกเนื้อดี หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
คล้ายกับแนวทางการ “แยกปลาออกจากน้ำ” ที่ใช้กฎหมายเป็นตัวขับเคลื่อนในการกดดันให้ผู้ชุมนุมที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ให้เร็วที่สุด
เปอร์เซ็นต์ที่ ศอฉ.คาดหวังว่า น่าจะมีประมาณร้อยละ 20 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการออกจากพื้นที่การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพราะเกรงกลัวกับการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่มีโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท เพราะประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่มาจากลูกชาวไร่ชาวนากันทั้งนั้น
ทาง ศอฉ.จะมีนโยบายที่ประนีประนอม และอยู่กรอบนโยบายแนวทางการดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช.
เพราะหากยังฝืนสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายออกไปได้ทุกขณะ เพราะบรรดาแกนนำสามเกลอ แกนนำฮาร์ดคอร์ หรือแม้แต่มวลชนคนรักทักษิณ ก็พร้อมยอม “พลีชีพ”
ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้นถูกกำชับให้อดทนอดกลั้น เพื่อความปลอดภัยทั้งกับผู้ชุมนุมและมวลหมู่เจ้าหน้าที่ด้วยกัน
แต่ทาง ศอฉ.ก็รับไม่ได้ที่จะปล่อยให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างมีอิสระท้าทายอำนาจรัฐ และอำนาจกฎหมาย
ทว่าการเข้าปะทะกันกับกลุ่มผู้ชุมนุม 2 ครั้งของกำลังตำรวจ-ทหาร ทำให้เกิดความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิตทุกครั้ง
ครั้งแรกที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน เป็นการตายท่ามกลางชุมชนใจกลางเมือง
ครั้งที่สองบนนถนนวิภาวดีรังสิตแม้จะเป็นเพียง 1 ศพ แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของประชาชนนับร้อยนับพันคน
นี่ไม่นับเหตุความสูญเสียที่ถนนสีลม บริเวณแยกศาลาแดงที่ระหว่างคนสีลม กับคนเสื้อแดงปะทะกันและมีไอ้โม่งฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ยิงเอ็ม 79 เข้าใส่คนสีลมถึง 5 ลูก
เสียชีวิต 1 เจ็บอีกเกือบร้อย
นั่นทำให้นานาประเทศออกประกาศเตือนคนของชาติตนเองในทันทีให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย
ถึงแม้คนในชาติ จะรู้จะเข้าใจว่าต้นสายปลายเหตุนั้นมาจากไหน แต่ในสายตาคนต่างชาติ กรุงเทพฯ กลายเป็นแดนมิคสัญญีไปเรียบร้อยแล้ว
นี่คือโจทย์ใหม่ที่ยากเย็นแสนเข็ญ
ภายในกลุ่มผู้ชุมนุมยังมีคนที่พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง เพราะรู้ดีว่า นี่คืออีกแรงกดดันที่จะมาจากทุกทิศทาง นอกเหนือจากแรงโกรธแค้นที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
บทเรียนหลังการปะทะทำให้การวางแผนเพื่อจำกัดพื้นที่การชุมนุม การจำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเป็นไปอย่างยากลำบาก
ยิ่งเมื่อแยกกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงออกมาไม่ได้ การเข้าปะทะ หรือการเข้าสลายการชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่ สี่แยกราชประสงค์ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงชนิดที่เรียกว่า ได้ไม่คุ้มเสีย
เลือดอาจนองท่วมรองเท้าบูธ เมื่อกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมคว้าอาวุธหันมาประหารทั้งทหาร-ตำรวจและประชาชนที่มาชุมนุมเหมือนเมื่อครั้งเกิดขึ้นที่แยกคอกวัว
หากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นอีกครั้ง ก็เท่ากับซ้ำเติมประเทศไทยให้จมดิ่งลงลึกไปอีก เพราะโลกาภิวัตน์นั้น ไม่ใช่เรื่องยากที่โลกจะรับรู้ และเกิดความเชื่อตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังคำอธิบาย
"ไฮซีซั่น" หรือฤดูการท่องเที่ยวบ้านเราสำหรับปีนี้หายไปแล้ว แต่หากเหตุรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ปีหน้าก็จะยังคงไม่มีวันสงกรานต์
แต่จะเหลือทางเดินทางใดให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
นอกจากจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงให้จบลงโดยเร็ว ยังต้องเร่งมือเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติให้กลับคืนมา
เวลานี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่า สิ่งแรกที่จะต้องเริ่มก็คือ การแสดง "ภาวะความเป็นผู้นำ" ที่ชัดเจนออกมาเสียก่อน
เพราะอำนาจและกำลังที่ได้จากเหล่าทัพนั้นพร้อมแล้วตั้งแต่แรก
มันก็จริง ที่การได้มาซึ่งอำนาจนั้นเรียกว่ายากแล้ว แต่การใช้อำนาจเพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับและเกิดความสงบนับเป็นเรื่องที่ยาก
แต่ยังจะมีทางเลือกใดอีกเล่าสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี?
หากยังคิดไม่ออก ลองนี่หน่อยดีไหม ...นอกจากการเลือกใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมแล้ว ลองพิจารณาว่า ที่ก่อนหน้านี้เพียงแค่ประกาศว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย ก็น่าจะลองประกาศดูว่า หากใครออกจากที่ชุมนุมก็จะไม่ผิดกฎหมาย ได้รับการ "นิรโทษกรรม" ที่รัฐบาลกำลังจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมา
ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย ต่างชาติให้การยอมรับ
ก็น่าจะลองดูสักตั้ง แล้วค่อยประเมินว่าจะใช้ยาแรงเมื่อไรดี



