ข่าว

อย่าให้โลกมาล้อมประเทศ

อย่าให้โลกมาล้อมประเทศ

30 เม.ย. 2553

ขณะที่สังคมไทยต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างที่สุดกับการกระทำที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยรัฐบาลยังยึดมั่นในหลักสากลว่าด้วยการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงจาก "เบาไปหาหนัก"

ตรงข้ามกับกลุ่ม นปช.ได้เพิ่มระดับการต่อสู้ไปถึงขั้น "โลกล้อมประเทศ" เมื่อยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสหภาพยุโรป (อียู) บิดเบือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นปัญหาระหว่างประเทศ หวังจะดึงองค์การระหว่างประเทศและประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง

 ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่ม นปช.จะทำเช่นนี้ แต่ที่น่าแปลกก็คือในฐานะที่เป็นองค์กรโลก ก็ควรจะมีการตรวจสอบสถานการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ปราศจากอคติหรือมีผลประโยชน์แอบแฝง อีกทั้งจะต้องรู้เท่าทันไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใด ซึ่งถ้ามีการตรวจสอบกันจริงๆ แล้ว องค์กรโลกสมควรจะชมเชยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป ที่มีความอดทนอดกลั้นมากยิ่งกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยทุกชุดที่ผ่านมา อีกทั้งสามารถตรวจสอบได้ว่าไม่ได้มีมาตรการใดที่ทำไปด้วยความเกลียดชัง กระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว

 นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นองค์กรระดับโลกก็ต้องเข้าใจดีอีกเช่นกันว่าการใช้กำลังสลายการชุมนุมนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลใดๆ สามารถกระทำได้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและเสถียรภาพของประเทศ แม้กระทั่งสหรัฐ ภาคีสหภาพยุโรป และภาคีสมาชิกอาเซียนต่างก็มีประวัติใช้กำลังเข้าคลี่คลายทั้งสิ้น แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ ดังเช่นการชุมนุมของกลุ่มเอ็นจีโอในช่วงการประชุมธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ หรือองค์การการค้าโลก เป็นต้น

 ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ชวนเคลือบแคลงยิ่ง กรณีผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนระหว่างประเทศขององค์การนิรโทษกรรมสากลสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ส่งเจ้าหน้าที่อาวุโสมายังไทยทันทีเพื่อช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและหามาตรการมารับประกันว่ากองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธและกระสุนจะจัดการกลุ่มผู้ประท้วง หนำซ้ำ ผู้แทนจากสถานทูตบางประเทศยังได้เดินทางไปยังที่ชุมนุมที่ราชประสงค์ด้วย ซึ่งผิดมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตที่ทำได้อย่างมากก็แค่แสดงความห่วงใยเท่านั้น

 เป็นเรื่องน่าชมเชยยิ่งที่กระทรวงต่างประเทศได้ตอบโต้ทันควันและเป็นไปตามแนวปฏิบัติทางการทูต ด้วยการเชิญคณบดีคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยมาเตือนทางอ้อมว่าการดำเนินการลักษณะนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเป็นการปฏิบัติเกินขอบเขตหน้าที่ เสมือนหนึ่งให้การรับรองผู้ที่กำลังละเมิดกฎหมาย พร้อมกับยืนยันว่าไม่ต้องให้ต่างชาติเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ในเมื่อรัฐบาลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้