
ไร้มนุษยธรรม
เหตุผลที่แกนนำเสื้อแดงยกขึ้นมาอ้างในการเปลี่ยนมาสวมเสื้อหลากสี ถึงวันนี้ประจักษ์แจ้งแล้วว่า มันเป็นตรงกันข้าม
ระหว่างการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ย่านดอนเมือง กรุงเทพฯ เมื่อบ่ายวันที่ 28 เมษายน 2553 ผู้ชุมนุมได้บังคับรถพ่วงปิดถนนวิภาวดีรังสิต แล้วบังคับประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ปะทะ
เพื่อใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านี้เป็นตัวประกัน เป็นหลักประกัน และเกราะป้องกันตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว และไร้ซึ่งมนุษยธรรมที่สุด
จะว่าไปการตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมายของ "ขวัญชัย ไพรพนา" ที่พาผู้ชุมนุมไปบุกด่านตำรวจทหารบริเวณตลาดไท ลึกๆ แล้วอาจจะเล็งเห็นผลตรงนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เพราะรัฐบาลเองก็ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่า จะไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายไปที่ไหนอีก
เมื่อแกนนำตั้งใจเคลื่อนก็ย่อมคาดการณ์ได้ว่าจะพบเจอกับอะไร
ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นถึง "เจตนา" ที่เด่นชัดยิ่งขึ้นว่าการเคลื่อนพลครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
เป็นความ "จงใจ" ที่จะเห็นความวุ่นวาย เห็นความสูญเสียอีกครั้ง
มากกว่าความพยายามที่จะ "หลีกเลี่ยง" ไม่ให้สิ่งน่าประหวั่นเกิดขึ้นตามแนวทางสันติ อย่างที่ประกาศเอาไว้
เหตุการณ์ครั้งนี้จะโทษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคงไม่ถูก เพราะเมื่อเหตุหนึ่งส่งผลต่อเนื่องไปสู่อีกเหตุหนึ่ง แล้วคนคนนั้นรู้ถึงผลแล้วยังเดินหน้ามุ่งไปสู่ผลนั้นอีก
มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนถือดื้อที่ต้องการเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้น
ลำพังตัวเองกับผู้ชุมนุมคงไม่กระไร ในเมื่อเล็งเห็นผลเสียนั้นแล้ว แต่เหตุใดต้องพาเอาคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไม่ต้องมองลึกไปถึงเรื่องเลวร้ายที่สุด ในกรณีตำรวจทหารใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม เพราะเป็นข้ออ้างที่ฟังดูแล้วเหลวไหลสิ้นดี
ถ้าคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบแล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าทำรุนแรงถึงขนาดนั้น
ยุคสมัยของทรราชผ่านพ้นมานานแล้ว การล้อมปราบฆ่าประชาชนบริสุทธิ์ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
คงไม่มีผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาลคนไหนหน้าโง่กล้าสั่งฆ่าประชาชนอย่างที่แกนนำบางคนวนเวียนคิดแต่เรื่องนี้อีกแล้ว
แต่การใช้ประชาชนเป็นตัวประกันนั่นซิ ถือว่าเลวร้ายไร้มนุษยธรรมที่สุด
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



