ข่าว

โฆษกบช.นปิดที่คุมตัวเสื้อแดงรอส่งพิจารณาคดี

โฆษกบช.นปิดที่คุมตัวเสื้อแดงรอส่งพิจารณาคดี

29 เม.ย. 2553

“ปทีป”สั่งทุกหน่วยบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก.เคร่งครัดที่สุด พศ.ชี้ตร.เจอพระร่วมชุมนุมประพฤติตนไม่เหมาะสมควบคุมตัวได้ทันที

 วันที่ 29 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงการจับกุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่กระทำความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึง 28 เมษายน ว่า  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการควบคุมตัวผู้ต้องหา 48 ชั่วโมงแต่ไม่สามารถเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ และพร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดทั้งตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินและคดีอาญา หลังจากนั้นจะส่งผู้ต้องหาที่มีความผิดในคดีอาญาไปคุมขังตามสถานีตำรวจต่างๆ ส่วนผู้ที่ทำความผิดเกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะฝากขังต่อศาลต่อไป

“ปทีป”สั่งทุกหน่วยบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก.เคร่งครัดที่สุด

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) มีบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ 0011.24/1686 เรื่องกำชับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ลงวันที่ 28 เมษายน ถึงรองผบ.ตร.และที่ปรึกษา(สบ 10) ด้าน ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม(ปป.) ผู้ช่วยผบ.ตร. ด้าน (บริหาร11) ด้าน ปป. และด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ และ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (ผบช.ภ.1-9) ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.) ผบช.สอบสวนกลาง สันติบาลและตำรวจตระเวนชายแดน

 ทั้งนี้บันทึกข้อความดังกล่าว ระบุว่า ตามที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่ กทม. และจังหวัดปริมณฑล นั้น ตร.เห็นว่าเนื่องจากขณะนี้มีกลุ่มบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะข้อกำหนด และประกาศต่างๆที่ออกตามความในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ ขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนใช้กำลังขัดขืนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมา ถูกจับตามองจากสังคมว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ดังนั้นเพื่อให้การป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง และแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ จึงให้ดำเนินการดังนี้

 “1. ในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ดังนี้ 1.1 สืบสวนจับกุมผูกระทำความผิดทั้งความผิดอาญาทั่วไป และความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอย่างเคร่งครัดทุกกรณี ในกรณีที่ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำในขณะกระทำความผิดได้ ก็ให้รวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อออกหมายจับและดำเนินคดีได้ภายหลัง 1.2 ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนกระทำการเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่ทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ดำเนินการร้องขอต่อศาลที่มีเหตุอำนาจหรือศาลอาญาเพื่อขออนุญาตจับกุมและควบคุม ตามนับมาตรา 11(1) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548” พล.ต.อ.ปทีป สั่งการ

 หนังสือสั่งการของรรท.ผบ.ตร. ยังระบุว่า ในข้อ 1.3 ในกรณีที่เห็นว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกระทำการใดๆให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ให้ดำเนินการเรียกบุคคลนั้นมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 11(2) แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1.4 ดำเนินการอื่นๆตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยการดำเนินการตามข้อ 1.1-1.4 นั้นให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศกำหนด

 ทั้งนี้สำหรับนอกเขตประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยสืบสวนจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดทุกกรณี และการบังคับใช้กฎหมายตามที่สั่งการนี้ให้ดำเนินการร่วมเร็วทันต่อสถานการณ์ และถือปฏิบัติเคร่งครัด

พศ.ชี้ตร.เจอพระร่วมม็อบไม่สำรวมควบคุมตัวได้ทันที

 นายอำนาจ บัวศิริ  ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)กล่าวถึงกรณีพระภิกษุปรากฏตัวเข้าร่วมการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงและเคลื่อนไหวปิดถนนวิภาวดีว่า  ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการควบคุมตัวพระภิกษุที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสมณสารูปหรือขัดต่อพระธรรมวินัย เช่น  กรณีไปร่วมชุมนุมทางการเมือง ส่งเสียงตะโกนหรือแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่สมควร เป็นต้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสามารถควบคุมตัวไว้ได้ โดยไม่ทำการจับกุมคุมขังไว้ในตะราง แต่สามารถกักบริเวณไว้ในห้องได้ จากนั้นให้สอบสวนว่าเป็นพระอยู่ในสังกัดวัดใดและขอตรวจดูใบสุทธิของพระได้

 "หากไม่มีใบสุทธิถือว่าเป็นพระปลอมสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันทีเฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไปได้ ตามอำนาจของพรก.ฉุกเฉินร้ายแรงฯ แต่หากเป็นพระมีสังกัดวัด ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อพระสังฆาธิการผู้ปกครองพระรูปนั้นๆ ให้มารับตัวกลับวัด ส่วนการลงโทษให้เป็นอำนาจของพระผู้ปกครองตามจริยาพระสังฆาธิการ ทั้งนี้ การควบคุมตัวพระภิกษุที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมนั้น เป็นไปตามหลักการทั่วไป คือ ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพบเห็นพระที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ในทันทีทันใด ก็ถือว่ามีความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้ทันที" นายอำนาจ กล่าว