ข่าว

“โพนขี้นก”ชี้ว่าทุ่งกุลาเป็นทะเลมาก่อน

“โพนขี้นก”ชี้ว่าทุ่งกุลาเป็นทะเลมาก่อน

30 เม.ย. 2553

นักวิชาการหลายๆ ท่านเคยสันนิษฐานไว้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ทุ่งกว้างขนาดใหญ่ที่แห้งแล้งที่สุดในภาคอีสานตามความเข้าใจของคนปัจจุบันนั้น อาจจะเคยเป็นทะเลมาก่อน

  โดยอธิบายว่า เมื่อยุคจูราสสิกตอนปลาย ซึ่งเป็นยุคน้ำแข็ง และเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิประเทศครั้งใหญ่ทั่วโลก

 ทว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยด้วย คือน้ำทะเลได้ทะลักเข้ามาทำให้พื้นดินในแอ่งโคราชจมลง จึงทำให้เกิดการสะสมของเกลือ และแร่ยิปซั่ม พอแผ่นดินเริ่มโก่งตัวสูงขึ้นน้ำทะเลจึงแห้งไปดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 ดังนั้น แอ่งน้ำที่เป็นทุ่งกุลาขนาดใหญ่นี้อาจเป็นทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏว่ามีการค้นพบหลักฐานการทับถมของซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ได้แก่ซากหอยต่างๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “โพนขี้นก”

 โพนขี้นก มีอยู่ทั่วไปในทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ที่พบหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในเขตบ้านดอนพิมาน ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

 คำว่า โพน เป็นภาษาถิ่นอีสาน ตามความหมายในพจนานุกรมหมายถึง สิ่งที่อยู่รวมกันเป็นกองๆ หรือเนินดิน เช่น จอมปลวก เป็นต้น

 ยังมีนิทานของชาวบ้านเล่าถึงที่มาของ “โพนขี้นก” ไว้อีกว่า เมื่อน้ำทะเลบริเวณทุ่งกุลาแห้งไปแล้ว พวกสัตว์น้ำต่างๆ ก็ตายลง แล้วส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งขึ้นไปถึงสวรรค์ พระอินทร์ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว จึงส่งให้นกอินทรีคู่หนึ่งลงมากินซากหอย ปู ปลา นกอินทรีกินซากสัตว์น้ำอยู่ได้ประมาณเดือนหนึ่งจึงหมด แล้วก็ถ่ายมูลสีขาวทิ้งไว้กองใหญ่มาก จึงเป็นที่มาที่ชาวบ้านเรียกว่า “โพนขี้นก” นั่นเอง

 หลักฐานที่แสดงถึงอารยธรรมที่เก่าแก่และล้ำค่าของภาคอีสานนี้ ยังไม่นับรวมหลักฐานทางโบราณคดียุคมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอาศัยที่ขุดค้นพบอีกมากมาย ที่รอการอธิบายและเผยแพร่ถึงประวัติศาสตร์สังคม วิถีชีวิตของบรรพชนในสมัยโบราณว่าเป็นอยู่กันอย่างไร อันจะเป็นประโยชน์ต่อความรู้การศึกษาของไทยไม่น้อย

" เรือนอินทร์ หน้าพระลาน"