
ยกเครื่องกกต.ร้าวลึกสดศรี-สมชัยหวังเปลี่ยนกกต.เป็นบอร์ด
กกต.ปรับโครงสร้างร้าวลึกสดศรี - สมชัยหวังกกต. นั่งเป็นบอร์ด อ้าง เป็นกรรมการแต่ต้องทำงานธุรการเป็นเหตุโดนฟ้อง ด้าน ประธานหวั่นไม่มีคนรับผิดชอบร่วมกัน เหน็บโครงสร้างใหม่ที่ แลขาฯ เสนอ ทำ กต.ใหญ่กว่ากระทรวง ระบุกกต.ใหม่จำเป็นต้องรู้กฎหมาย ยันไม่มีความรู
นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองกล่าวถึงการปรับโครงสร้าง กกต. ว่าที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนใช้งานคณะกรรมการหนักขนาดนี้ เพราะต้องทำหน้าที่ทั้งพิจารณาการเลือกตั้ง ควบคุมหน่วยงาน รวมไปถึงต้องดูเรื่องงานธุรการ เราไม่ควรต้องมาทำงานธุรการอย่างนี้ รวมไปถึงเรื่องการเขียนคำวินิจฉัยที่ไม่น่าต้องมาผ่านกกต. เรื่องการดูแลสำนักงานควรเป็นเรื่องของเลขาธิการ และรองเลขาธิการมากกว่า แต่กลายเป็นว่าเราต้องดูแลทั้งหมด รวมถึงต้องถูกฟ้องจากเรื่องงานธุรการอีกด้วย เช่นเรื่องการพิมพ์บัตรที่เราได้ถูกฟ้องร้องมาแล้ว ดังนั้นตนเห็นว่ากกต. ควรจะทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ(บอร์ด)ที่คอยพิจารณาเรื่องต่างๆ โดยไม่ต้องลงไปดูแลงานในแต่ละด้านเช่นในปัจจุบัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประธาน กกต. เคยระบุว่าหากปรับเปลี่ยนงานเป็นรูปแบบบอร์ด จะทำให้มีปัญหาเรื่องการสั่งงานในระดับล่าง นางสดศรี กล่าวว่า มีคำของพระบอกไว้ว่า ตัวฉัน ของฉัน ของใคร ทุกส่วนในร่างกายทำหน้าที่อะไร ก็ยังทำหน้าที่ของมัน ถ้างาน กกต.จะให้ดูทุกเรื่อง ก็คงเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ เมื่อเรามีพนักงานตั้งสองพันกว่าคน ถ้าอย่างนั้นจะมีเลขาธิการไว้ทำไม หากเราต้องทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง อย่างนี้เราจ้างคนแค่ห้าคนก็พอ แต่โครงสร้างใหม่ที่ เลขาธิการ กกต. เคยนำเสนอมานั้น เป็นการโครงสร้างที่ขยายขอบเขตงาน มีการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นองค์กรที่ใหญ่เกินว่ากระทรวงเสียอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับโครงสร้างเป็นรูปแบบคณะกรรมการจะมีผลดีอย่างไร นอกจากการลดภาระ กกต. นางสดศรีกล่าวว่า การปรับโครงสร้างเช่นนี้เป็นการรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่มาตกหนักอยู่ที่คนคนเดียว และมีเรื่องอะไรกกต. ก็จะเป็นผู้พิจารณาโดย มีเลขาธิการ และรองเลขาธิการ เป็นผู้รับไปดำเนินงาน
นางสดศรี กล่าวต่อว่า คนที่จะมาเป็นกกต. ใหม่แทนนาย สุเมธ อุปนิสากร ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบริหาร แต่หากได้เลขาธิการที่เป็นนักบริหารที่ดีสำนักงานก็จะไปได้ดีกกต. จะได้ไม่ต้องมาบริหารให้มาก หาก กกต.ลงไปบริหารมากสำนักงานก็อาจจะเกิดปัญหามาก ซึ่งสำนักงานควรจะยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง ตัวกรรมการเองก็จะเบาลง ไม่เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งทุกเรื่องส่งตรงขึ้นมา และหากมีเรื่องต้องรับผิดชอบฟ้องร้องกกต. ก็ต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง
“ตอนนี้ กกต.ต้องดูงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงโทษ การแต่งตั้งพนักงาน การเลื่อนขั้นเงินเดือน เราไม่ได้ต้องการอำนาจพวกนี้ และแม้ว่าจะเพิ่มกกต. เข้ามาอีกสิบคนก็ไม่ได้เป็นการช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มจำเลยเสียมากกว่า นอกจากนี้เรื่องคดีเราก็โดนมาหลายคดีแล้ว เพราะเมื่อเราตัดสินไปหากไม่พอใจเขาก็ฟ้อง เราไม่ได้รับภูมิคุ้มกันเหมือนศาล”นางสดศรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากได้กกต. คนใหม่มา ควรเลือกประธานใหม่หรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้เขียนว่าเมื่อได้รับคัดเลือกเป็นประธานต้องเป็นครบเจ็ดปี และตอนเข้ามาไม่เคยลงสัตยาบันว่าให้คนนั้นคนนี้เป็น และที่ผ่านมากกต. จังหวัดก็เปลี่ยนและเลือกกันบ่อย แต่เราคงไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดแต่จะพูดเรื่องปรับโครงสร้างที่เป็นปัญหาเสียมากกว่า ส่วนเรื่องประธานปัจจุบันก็เป็นที่รู้อยู่แล้วว่าการทำงานของท่านเป็นอย่างไร นอกจากนี้ใครเป็นประธานก็มีหน้าที่แค่ออกงานสังคม งานพระราชพิธี แต่ในแง่ความเป็นกกต.แล้วทุกคนเท่ากัน
นาง สดศรี ยังกล่าวถึง กกต.คนใหม่ว่า ไม่จำเป็นต้องมาจากนักรัฐศาสตร์อย่างที่นายสุเมธเคยบอกไว้ เพราะงานที่อยู่นั้นเป็นงานกฎหมายล้วนๆ ต้องมีประสบการณ์โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมือง เพราะที่ใช้ไปนักการเมืองยังเดินสะดุดเลย หากไม่รู้กฎหมายก็จะเดินไปไม่ได้และล้มลง รวมทั้งอาจจะถูก กกต. อีกสี่คนที่เหลือหลอกได้ แต่หากได้คนใหม่ที่รู้ทั้งหมดก็จะเป็นการดีและสามารถช่วยงานกกต. ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าสมควรเอามืออาชีพมาทำงานมากกว่า เพราะการวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายระดับชาติ และระดับท้องถิ่นอาจถูกฟ้องร้องเอาได้
ขณะที่นาย สมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวน กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า กกต.จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้การทำงานคล่องตัว และมองว่างานธุรการทางสำนักงานน่าจะจัดการได้ พร้อมทั้งเชื่อว่าเมื่อทำแล้วงานจะดีขึ้น หากจะปรับเป็นรูปบอร์ดจริงต้องมีการแก้ไข กฎหมาย เพราะกฎหมายเขียนในทำนองว่ากกต. ต้องรับผิดชอบงานทั้งหมด แต่ในเบื้องต้นเห็นว่าหากจะไม่แก้กฎหมาย ก็ให้ยึดกฎหมายเป็นหลัก และดูว่าภารกิจใดกฎหมายเปิดช่องว่าไม่ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมกกต. และที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยมีมติว่าทุกเรื่องจะต้องเข้าสู่ที่ประชุม แต่เป็นการให้เกียรติของสำนักงานที่อยากให้ กกต.ได้รับรู้
นายสมชัย ยังกล่าวถึงกกต. คนใหม่ว่า ต้องรอบรู้กฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายหมายมหาชน เพราะจะทำให้ทำงานได้ดีกว่าคนที่ไม่รู้กฎหมายทางด้านนี้ เพราะบ้านเราปกครองด้วยหลักนิติรัฐ การเข้าใจกฎหมายปกครองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่เข้าใจก็อะไรก็ทำไม่ได้ ที่สำคัญต้องมีสติปัญญารู้เท่าทันคนอื่น รู้ทันคนอื่นรู้ทันการเมือง เพราะระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าเรารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ และอย่างเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรลงไปและอย่าหูเบา
รายงานข่าวแจ้งว่า การปรับโครงสร้างของกกต. เลขาธิการ กกต.ได้เสนอที่ประชุมมาแล้วหนึ่งครั้ง โดยกกต. ส่วนมากแสดงความไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะนางสดศรีและนายสมชัย ต้องการที่จะให้ปรับการทำงานเป็นรูปแบบคณะกรรมการ ขณะที่เลขาธิการกกต. และนายอภิชาต สุขัคคานท์ ประธานกกต. ไม่ต้องการ เนื่องจากต้องการให้กกต. รับผิดชอบแต่ละด้าน และยังเห็นว่าหากทำงานเป็นรูปแบบบอร์ดเมื่อเกิดการฟ้องร้องขึ้นประธานกกต. ต้องรับผิดชอบฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดตามกฎหมาย ขณะที่เลขาธิการ ก็ต้องรับผิดชอบฐานะหัวหน้าสำนักงาน ขณะที่กกต.คนอื่นไม่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่จะรับผิดชอบเฉพาะ กรณีมติประกาศผลเลือกตั้ง หรือใบเหลือง ใบแดง ที่ กกต. ให้ความเห็นชอบและถูกฟ้อง แต่หากเรื่องใดกกต. คนใดเป็นเสียงข้างน้อยก็สามารถบันทึกไว้ในบันทึกการประชุมซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดีหากถูกฟ้องร้อง



