
วางเกมพลาด
การเคลื่อนทัพของกลุ่มเสื้อแดงที่นำโดย "ขวัญชัย ไพรพนา" เป็นแกนนำในการนำทัพไปบริเวณตลาดไท ทำให้ระหว่างเดินทางได้ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ ทหาร-ตำรวจ กับ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง
ทำให้ทหารเสียชีวิตทันที 1 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บอีก 18 ราย
จนทำให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเรียกทัพเสื้อแดงกลับราชประสงค์
กลุ่มคนเสื้อแดงวางหมากให้การขับเคลื่อนครั้งนี้ "เย้ยหยัน” อำนาจของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไม่สามารถที่บังคับ พ.ร.ก.ฉุนเฉิน ตามที่ประกาศไว้ได้
ก่อนที่จะปฏิบัติงานทั้งตำรวจและทหาร ก็วางเกมในการจับตัวแกนนำ แต่แผนเกิดผิดพลาดรั่วไปถึงหูคนเสื้อแดง ก็เลยถูกตลบหลัง
แผนของตำรวจ-ทหารก็คือเวลา 04.00 น. ส่งกำลังไปปิดล้อมเส้นทางการเข้า-ออกของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ทั้ง 6 จุด คือ แยกพญาไท แยกศาลาแดง แยกพงษ์พระราม แยกถนนนราธิวาส แยกอังรีดูนังต์ และแยกอโศกมนตรี
“จำกัด” กรอบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงออกได้ เข้าไม่ได้
แต่สุดท้ายข่าวก็รั่ว ตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน เวลา 01.00 น. วันที่ 28 เมษายน แกนนำเสื้อแดงก็สั่งระดมคนเข้ามาที่แยกราชประสงค์รวมแล้วกว่า 1 หมื่นคน
จำนวนที่มากขนาดนี้ ทำให้แผนการลดจำนวนผู้ชุมนุมและจำกัดการเคลื่อนไหว จึงไม่สัมฤทธิผล จึงต้องพึ่งพาแผนสอง นั่นก็คือ ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงที่ประกาศตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วว่าจะไปขอพื้นที่ตลาดไทคืน
เสือออกจากถ้ำ โดยไม่ต้องเอาอะไรไปล่อ !
แต่ก็นั่นแหละเสืออย่าง ขวัญชัย ไพรพนา ที่ออกมาพร้อมดีเจอ้อมนั้น อาจจะยังไม่เพียงพอกับปฏิบัติการขั้นต่อไป โดยเฉพาะกำลังคนที่ดึงมาจากแยกราชประสงค์เพียงแค่ประมาณ 2,000 คน
ระหว่างที่รออยู่นั้น เหตุก็เกิดเมื่อคนเสื้อแดงกับทหาร-ตำรวจปะทะกัน ขวัญชัย ซึ่งอยู่ท้ายขบวนก็ไหวตัวทันหนีออกจากจุดปะทะได้อย่างหวุดหวิด ปล่อยให้ม็อบไร้แกนนำ เผชิญหน้ากับตำรวจ-ทหาร โดยมีประชาชนคนเดินทางบน รถสารพัดชนิดอีกนับพันก่นด่าทั้งสองฝ่าย
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกจุดก็คือ มีทหารถูกยิง ซ้ำยังมีฝนตกลงมาอย่างหนัก
นี่ต้องเรียกว่า คว้าน้ำเหลวอย่างเดียวไม่พอ แต่ยังต้องกลับไปเริ่มตั้งต้นใหม่
แต่จะว่านับหนึ่งใหม่ ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะกำลังที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้รับผิดชอบสั่งการใช้กำลัง ได้สั่ง “ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน” ลงไปในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
พร้อมกำชับให้ทำการ “มาร์คตัว” กองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยการเคลื่อนไหวล่าสุดของคนชุดดำหลังแนวเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายนนั้น ได้ไปร่วมกันวางแผนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อรับมือหากเกิดการสลายการชุมนุม
เหลือแค่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ที่จะเป่า “นกหวีด” สั่งเคลื่อนพล
แต่ที่ยังแสดงอาการ “ยึกยัก” อยู่เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายเหมือน 14 ตุลาคม 16 และ 6 ตุลาคม 19 รวมถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35
กลัวจะเกิด “สงครามกลางเมือง”
แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วกลับเคลื่อนไหวล่อแหลม และเสี่ยงที่จะเข้าไปสู่จุดนั้น
หลังเป้าหมาย ตลาดไท-ดอนเมือง ก็ยังมีแผนที่จะบุกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)
ดังนั้นช่วงนี้ แผนยุทธศาสตร์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดเตรียมไว้จะงัดออกมาบังคับใช้เพื่อกดดัน “รัฐบาล-ศอฉ.” ทุกรูปแบบ ทั้งเดินเกมใต้ดินและบนดินอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีความชัดเจนว่าสู้ไปก็ไม่มีวันชนะ แต่ถ้าสลายการชุมนุมเมือไหร่ เมื่อนั้นความสูญเสียก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล
ทำให้ ณ เวลานี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ต้องอดทน และอดกลั้นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะถูกสังคมด่าว่า "ไม่ทำอะไรเลย" เพียงบอกว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย
“รัฐบาล-ศอฉ.” จะต้องแก้ไขปัญหาแบบม้วนเดียวจบ เพราะถ้าปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดง “ได้ใจ” แบบนี้ จุดตรวจ จุดสกัดกั้น ผุดขึ้นมา ก็คงจะไม่มีผลอะไร เพราะถ้าทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องมีครั้งต่อไปอีก
ต้องแสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ “ทหาร-ตำรวจ” จะต้องเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหานี้ให้ได้
เพราะถ้ายังทำงานไม่เข้มแข็งเด็ดขาด โอกาสที่ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ค่อนข้างสูง
โดยเฉพาะขบวนการจ้องล้มสถาบันที่ชัดเจน เหิมเกริมขึ้นทุกวัน
ทีมข่าวความมั่นคง



