ข่าว

อย่าลืมดาบดับวิกฤติ

อย่าลืมดาบดับวิกฤติ

29 เม.ย. 2553

การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเมื่อวันพุธที่ 28 เมษายน นั้น เรียกได้ว่า เร่ง-เร้า ให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร เพื่อหวังจะปิดจ๊อบให้ได้

 ขวัญชัย ไพรพนา พร้อมดีเจอ้อม นำคนเสื้อแดงกว่า 1,000 คน ออกจากแยกราชประสงค์ เข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าตลาดไท ปทุมธานี ทำให้ ศอฉ.ตัดสินใจสั่งสลายการชุมนุมในจังหวะที่ผ่านสนามบินดอนเมืองไม่ไกลนัก

 แต่กองกำลังเสื้อแดงย่อยๆ กลุ่มนี้ กลับแข็งขืน ต่อสู้กับทหาร-ตำรวจ

 แรกทีเดียวก็ยังเชื่อว่า ไม้ หนังสติ๊ก และก้อนหิน พร้อมกับชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกหลายร้อยคน เป็นเครื่องมือต่อสู้ และต่อรองกับทหาร-ตำรวจ ที่มีทั้งแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เอ็ม 16 และโล่-กระบอง

 แต่ทันทีที่ทหารซึ่งอยู่ในชุดเคลื่อนที่เร็วถูกกระสุนปริศนายิงเข้าที่หัวเสียชีวิตทันที ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่

 เหตุการณ์ชายชุดดำที่แนวหลังของม็อบเสื้อแดงเมื่อค่ำวันที่ 10 เมษายน กลับมาหลอนอีกครั้ง

 นั่นคือสิ่งที่ ศอฉ. และผู้บัญชาการเหตุการณ์ ต้องกลับไปประเมินสถานการณ์

 แต่สิ่งที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองจับตามองสถานการณ์การชุมนุมและท่าทีของฝ่ายความมั่นคงนั้น เป็นไปในทิศทางที่เลวร้ายกว่าที่คิด

 ม็อบเสื้อแดงกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย หลักร้อยหลักพัน กำลังจะทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่เรียกว่า "ประชาชนต่อสู้กับรัฐ"

 หลายจุด หลายกลุ่ม ที่พร้อมปะทะกับกองกำลังของรัฐ เหมือนกับก่อกองไฟทีละกอง แต่เรียงรายไปทั่ว

 ในขณะที่รัฐเองก็ด้วยสภาพมือไม้ง่อยเปลี้ยเสียขา เพราะเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่มองเพียงแค่วันนี้พรุ่งนี้ ไม่ได้มองถึงอนาคต และภาพรวมของความเป็นประเทศ

 ยังเชื่อว่า หาก "ยุบสภา" แล้วปัญหาจะจบ ทั้งที่ในภาวะที่เป็นอยู่นี้ ยุบอีกสัก 10 หน นอกจากไม่จบ แต่กลับจะพัฒนาออกไปในทิศทางที่ไม่มีใครควบคุมได้

 วิธีการที่ ศอฉ.พยายามจะทำให้ได้ คือ การปิดล้อมการชุมนุมที่แยกราชประสงค์นานแล้ว ก็เพิ่งจะเริ่มจริงจังเอาเมื่ออารมณ์ม็อบผ่านจุดที่เรียกว่า "คุกรุ่น" ไปนานแล้ว

 6 เส้นทางที่มีการตั้งด่าน คือ แยกพญาไท แยกศาลาแดง แยกพงษ์พระราม แยกนรารมย์ แยกอังรีดูนังต์ และแยกอโศกมนตรี

 รัฐพยายามตีกรอบล้อมคอก แต่ม็อบเสื้อแดง (ไม่รู้แดงเทียมหรือแท้) กลับไปไกลถึงขั้นเอาน้ำมันไปเทราดขู่จะเผาอาคารเอกชนไปแล้ว

 ที่ จ.เชียงใหม่ เสื้อแดงก็แห่ไปยึดศาลากลาง ประกาศพร้อมเผา หากรัฐทำร้ายคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์

 สถานการณ์ตอนนี้ กฎหมายแทบจะไม่มีผลใดๆ ต่อคนเสื้อแดงไปแล้ว

 หากปล่อยให้เกิดเช่นนี้ต่อไป พัฒนาการจากนี้น่ากลัวกว่าที่ใครคาดคิด

 ลอบทำร้าย

 ลอบสังหาร

 ลอบก่อวินาศกรรม

 ที่สำคัญ หากรัฐจะสลายการชุมนุมกันจริงๆ ถามว่า จะจบ จะหมดสิ้นไปในทันทีทันใดหรือไม่

 คำถามนี้ฝ่ายรัฐอาจไม่กล้าตอบ แต่ถ้าถามฝ่ายเสื้อแดง มีคำตอบให้แน่ๆ

 เมื่อศูนย์กลางแตก ถ้าไม่หลบลงใต้ดิน ก็อาจจะนัดรวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อย

 ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเสี่ยง

 สงครามกองโจรในใจกลางเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

 เพราะฉะนั้นจังหวะก้าวย่างของรัฐ ก่อนหน้านี้ว่ายากแล้ว นับจากนี้ยากยิ่งกว่า

 เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ไม่ว่าจะออกมาหัว ก้อย กลาง ก็ล้วนแต่เป็นความสูญเสียของประเทศทั้งสิ้น

 อาวุธที่ทหารไปทำหล่นไว้เมื่อวันที่ 10 เมษายน รวมกับที่ศักยภาพของกลุ่มฮาร์ดคอร์พอหาได้ มันก็กองกำลังติดอาวุธดีๆ นี่เอง

 จริงอยู่ ความอดทนเพื่อรอผลลัพธ์ที่จีรังยั่งยืน และไม่ทำร้ายประชาชน เป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหา แต่อย่าลืมว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ความเดือดร้อนของคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่อาจละทิ้งได้

 นอกเหนือจากความจำเป็นด้านเศรษฐกิจแล้ว สภาพจิตใจของคนเหล่านั้นมีทางไหนที่จะชดเชยให้แก่พวกเขา

 ความเด็ดเดี่ยว ความกล้าหาญในการตัดสินใจ และการใช้ความจริงใจ ให้คุณให้โทษที่ชัดเจนนั่นแหละจะเป็นโอสถทิพย์ที่คนเหล่านั้นเพรียกหาจากตัวผู้นำอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 ใครที่เป็นอุปสรรค ใครที่เกียร์ว่าง แม้จะเป็นคนใกล้ตัว อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ กระทั่ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ หากเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความผิดพลาด หรือเกิดเกียร์ว่าง ก็ต้องตัดสินใจให้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม

 เขามอบดาบอาญาสิทธิ์ให้แล้ว หากไม่ทำก็นับวันสู่หายนะก็แล้วกัน

ศรายุทธ สายคำมี / ศรุติ ศรุตา