
พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ : ขุมทองของขุนนางนับดาว
เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ตรงกับวันชาตะครบรอบที่ 99 ปีของนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทย คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งท่านเพิ่งได้รับการยกย่องเป็นทางการจากยูเนสโก และลูกศิษย์ลูกหาได้เตรียมฉลองกันเต็มที่ในปีหน้า
ความสามารถที่โดดเด่นของท่านด้านหนึ่งคือด้านการคิด การพูด และการเขียน ท่านมีคอลัมน์ประจำชื่อ “ซอยสวนพลู” ซึ่งผู้คนทุกระดับชั้นร่วมสมัยในยุคนั้นพากันอ่านแทบทุกคน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นผู้มีความสามารถในการเล่านิทานที่ให้ความคิดแก่สังคม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมเคยได้ฟังและยังจดจำมาถึงทุกวันนี้คือเรื่อง “ขุนนางนับดาว” และจะเป็นตอนหนึ่งตอนใดของนิยายชุดอาหรับราตรีนั้นไม่ทราบได้
เรื่องมีอยู่ว่าในยุคสมัยโบราณราชอาณาจักรแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกยากคงอยู่แถวตะวันออกกลางในปัจจุบัน มีพระราชาที่มีพระปรีชาสามารถเอาใจใส่ปกครองบ้านเมือง กล่าวกันว่าไม่ว่ามีเหตุร้ายหรือเหตุดีเกิดขึ้นในพระราชอาณาจักรของพระองค์เป็นได้ทรงทราบทั้งหมด วันหนึ่งพระราชาทรงทราบข่าวพฤติกรรมไม่ปกติของขุนนางระดับผู้ว่าราชการคนหนึ่ง พระองค์พยายามจับพระเนตรมานานแต่ก็หาหลักฐานเอาผิดไม่ได้ ได้แต่เห็น จับไม่ได้เหมือนจะจับเงาในกระจก ทั้งนี้เป็นความสามารถพิเศษของคนโกงมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ที่มักจะกลบเกลื่อนซ่อนเร้นพฤติกรรมผิดปกติของตนได้เสมอ พระราชาพระองค์นี้จึงตัดสินใจย้ายผู้ว่าฯ คนนั้นเข้ามาเป็นอำมาตย์ใกล้ชิดในวัง และมอบภารกิจให้อย่างหนึ่งคือ ให้คอยนับดาวแล้วถวายรายงานในวันรุ่งขึ้น
ขุนนางที่กลายเป็นอำมาตย์ผู้นี้เมื่อเข้ามาอยู่ในวังก็ปฏิบัติตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทุกวันก็ทำหน้าที่ของตน เช้าขึ้นก็เข้าถวายรายงานจำนวนดาวที่นับได้ในคืนที่ผ่านมา แต่อยู่ไปอยู่มาสักพักเดียวตามประสาสันดานของขุนนางที่ชอบหาเศษหาเลยก็จับทางได้ เริ่มถวายรายงานผิดๆ พลาดๆ อย่างจงใจ จนพระราชาเกิดความสงสัย ขุนนางผู้นี้ก็ได้อธิบายกราบทูลว่า ตนเองอายุมากแล้ว สายตาไม่ดี มองเห็นดวงดาวไม่ชัดเจน โดยเฉพาะที่ตั้งของพระราชวังนั้นอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยขุนเขาซึ่งมีชาวบ้านปลูกบ้านเรือนอยู่ตามเชิงเขาในระดับที่สูงกว่าพระราชวังมากมาย จึงเกิดการสับสนนับตะเกียงที่ชาวบ้านจุดปะปนไปกับดวงดาว พระราชาทรงเห็นถึงปัญหาคล้อยตามขุนนางผู้นี้แล้วทรงอนุญาตให้เสนอข้อแนะนำ
คำตอบของขุนนางผู้นี้คือ ต่อไปนี้ถ้าชาวบ้านจะจุดตะเกียงต้องขออนุญาตและต้องมาขออนุญาตตนเองแต่ผู้เดียว พระราชาทรงได้ยินคำอธิบายเช่นนี้จึงไม่ชักช้า รับสั่งให้เพชฌฆาตพาไปประหารชีวิตทันที (เพราะการออกใบอนุญาตคือช่องทางใหญ่ของคอรัปชั่น)
ในยุคใหม่นี้เรากำลังเป็นห่วงว่าโชห่วยจะสูญพันธุ์เพราะพวกโมเดิร์นเทรดต่างๆ จึงคิดจะแก้ไขด้วยการออกกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือต่อไปใครจะทำการค้าปลีกค้าส่งจะต้องมีการขอ “ใบอนุญาต” เป็นพิเศษเพิ่มขึ้นจากเดิม การต้องขออนุญาตนั้นเป็นดาบสองคมเหมือนกับเรื่องขุนนางนับดาวในนิทานอาหรับราตรีที่เล่าไว้แต่ตอนต้น ฉะนั้นผู้รับผิดชอบในการออกกฎหมายฉบับนี้จะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ “ต่อขุนนางนับดาว” ของไทย ซึ่งต้องยอมรับว่ายังมีอยู่อย่างกลาดเกลื่อนไม่แพ้ในยุคอาหรับราตรี
อีกประการหนึ่งน่าจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี เพราะการค้าการขายนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของสังคม รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงให้ผิดธรรมชาติ
นายหนูใหญ่



