
เรื่องที่น่าสนใจกว่าทหารแตงโม
บทความนี้คงจะขัดใจทุกฝ่าย โดยเฉพาะเสื้อแดงเอง เพราะผมไม่เชื่อว่าทหารแตงโม หรือเมียแตงโมของทหารเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ยังไม่เห็นภาพของการพยายามเข้าสลายการชุมนุมของทหาร (แต่เห็นการเคลื่อนย้ายกำลังของตำรวจ) มากกว่า
ผมไม่เชื่อว่าที่ยังไม่เห็นทหารเคลื่อนไหวมากเท่าตำรวจนั้นเพราะว่าทหารนั้นเป็นทหารแตงโม คือทหารนั้น "เข้าข้าง" และ "เป็นพวก" ของเสื้อแดง (ข้อจำกัดก็คือบทความเขียนขึ้นในช่วงเที่ยงคืนของวันอังคาร)
แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ความชอบธรรมของพรรคประชาธิปัตย์เองในการเป็นรัฐบาล
เรื่องนี้ใหญ่กว่าปัญหาว่าใครอยู่เบื้องหลังคุณอภิสิทธิ์ หรือใครอยู่เบื้องหลังเสื้อแดงด้วยซ้ำ
ในความหมายที่ว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังถูกดำเนินคดีในสองเรื่อง คือเรื่องการรับเงิน และการใช้เงินผิดประเภท ซึ่งเมื่อพูดเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นผิดหรือถูก เพราะเรื่องนี้ย่อมขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสิน แต่อย่างน้อยการถูกดำเนินคดีนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้นถ้าสื่อมีความเป็นสื่ออาชีพ ประเด็นนี้น่าจะถูกขับเน้นให้ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักว่า ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกดำเนินคดีอยู่นี้ (ใช้คำที่น่าจะกลางสุดก็คือ อยู่ในกระบวนการที่เป็นคดีก็แล้วกัน) พรรคประชาธิปัตย์จะมีท่าทีต่อสถานการณ์ทางการเมืองนี้อย่างไร
ผมคิดว่าเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้ทหารต่างๆ นั้นถอย และสวนกระแสกับการพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามยกระดับการจัดการการชุมนุมด้วยการประกาศกฎหมายที่ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้นและเสรีภาพของประชาชนลดลง
ตอนนี้เห็นจะมีทหารแค่คนเดียวที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานกับรัฐบาลภายใต้การนำของประชาธิปัตย์ (เถียงยากครับเพราะในราบสิบเอ็ดไม่มีรัฐมนตรีพรรคอื่นร่วมประชุมทุกคืน ที่หนักก็คือ นายกฯ รองนายกฯ หนึ่งคน และรัฐมนตรีสำนักนายกฯ หนึ่งคน และรองเลขาธิการนายกฯ หนึ่งคน) นั่นก็คือโฆษกไก่อูนั่นแหละครับ คือเลี่ยงไม่ได้เพราะมีหน้าที่แถลง ส่วนทหารที่มีหน้าที่ตัดสินใจที่เป็นข้าราชการประจำทั้งหมดก็คงจะพยายามเลี่ยงนั่นแหละครับ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าในสนามการสลายมวลชนจริงนั้นเมื่อมีการต่อสู้ คนที่สูญเสียคือทหาร ไม่ใช่นักการเมืองในพรรคที่กำลังเผชิญคดีความเช่นนี้
นอกจากนี้วัฒนธรรมของทหารไทย อย่าลืมว่าความเป็นทหารอาชีพนั้นมีสองระดับคือ ระดับแรกเป็นข้าราชการที่ธรรมดาไม่อยากยุ่งกับการเมือง และในระดับที่สอง ถ้าจะต้องยุ่งกับการเมืองหรือถูกลากเข้าไปยุ่งการเมือง ทหารอาชีพจะไม่ยอมอยู่ใต้นักการเมือง แต่จะต้องสามารถควบคุมจังหวะการเปลี่ยนแปลง หรือสามารถใช้อิทธิพลเหนือนักการเมืองได้
การคานอำนาจในเชิงองค์กร ที่เอาทางหนึ่งก็พยายามให้อำนาจ ผบ.ทบ. อีกทางหนึ่งก็บอกว่ารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจจึงเป็นไปไม่ได้ในเชิงการบริหารองค์กร และนี่คือสิ่งที่แตกต่างจากเงื่อนไขในปีที่แล้ว ที่ประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาเรื่องคดีความ
เรื่องนี้จึงแตกต่างจากกรณีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับตำรวจ แต่ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลสั่งตำรวจได้จริงๆ เพียงแต่การเคลื่อนของตำรวจด้วยคำสั่งชนิดเดียวกับคำสั่งที่ให้แก่ทหารนั้นทำได้ง่ายกว่าในเชิงองค์กร เพราะความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งนายกฯ กับสำนักงานตำรวจ แตกต่างกับความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับกองทัพในเชิงองค์กร
ที่กล่าวมานี้คือประเด็นเรื่องความสัมพันธ์เชิงองค์กร ท่ามกลางวิกฤติความชอบธรรมของรัฐบาลในบริบทของกระบวนการยุติธรรมที่พรรคแกนนำของรัฐบาลเผชิญอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการอ้างของเสื้อแดงว่าทหารนั้นเป็นทหารแตงโม
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะเมื่อสภาวะของการที่รัฐใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นไปได้ยาก ไม่ใช่เพราะมีไส้ศึก แต่เพราะความชอบธรรมทางกฎหมายของคุณสมบัติการเป็นรัฐบาลมีปัญหา ขณะที่การชุมนุมก็สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนอีกหลายกลุ่ม
กระบวนการสร้างความรุนแรงที่กระจายตัวไปในพื้นที่ย่อยๆ จึงกลายเป็นเรื่องชนวนของการลดทอนความชอบธรรมของทุกฝ่าย รวมทั้งการกล่าวหากันเรื่องการล้มเจ้าก็เริ่มกลายเป็นประเด็นมากขึ้น
แต่ถ้ามองในแง่ดี การเมืองอาจไม่สามารถแก้ด้วยการเมืองได้อีกแล้ว (เพราะการเมืองสกปรกก็แก้ด้วยการเมืองสกปรกไม่ได้ แก้แล้วไม่สะอาดแน่นอน) แต่ต้องแก้ด้วยการตัดสินของศาลในทุกๆ เรื่องนั่นแหละครับ



