ข่าว

พิษม็อบแดงกระทบนักลงทุนหนีไปซบเวียดนาม

พิษม็อบแดงกระทบนักลงทุนหนีไปซบเวียดนาม

29 เม.ย. 2553

ผู้ประกอบการเครือข่ายภาคโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอชัยภูมิกว่า 44 แห่ง เร่งระดมสร้างความเข้มแข็งสมาชิกฯ รับมือสถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดง แบบดาวกระจายยึดหัวเมืองปิดถนน ขาดความเชื่อมั่นเริ่มกระทบภาคการลงทุนขยายฐานการผลิตในเมืองไทย หันลงทุนประเทศเวียดนามมากขึ้

 วันที่ 28 เม.ย.53 นางโชษิตา  จารุโชติรัตนสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยนายวันชัย  สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจ.ชัยภูมิ ร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด นักวิชาการมหาวิทยาลัยศรีปทุม  เปิดเวทีระดมสมองเพื่อการมีส่วนร่วมพัฒนากลุ่มเครือข่ายพันธมิตรวิสาหกิจสิ่งทอโรงงานและสิ่งทอชุมชนจ.ชัยภูมิ  กว่า 44 แห่ง กว่า 100 คน  ณ ห้องประชุมนิเวศรัตน์ โรงแรมเลิศนิมิต จ.ชัยภูมิ  เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการออกมาชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแบบดาวกระจายหยึดหัวเมืองและปิดถนนต่างๆไปทั่วประเทศ

  นางโชษิตา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเรื่องที่น่าห่วงหลังมีการขยายวงจากกรุงเทพฯยึดหัวเมืองไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอชัยภูมิ จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือในภาคการลงทุน ซึ่งถือว่าจ.ชัยภูมิ เป็นเขตได้รับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมพิเศษด้านสิ่งทอ นำร่องแห่งแรกของประเทศมาตั้งแต่ปี 2546 ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก ให้รับสิทธิพิเศษในเรื่องปลอดภาษีภาคการลงทุนขยายเป็นฐานด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอและโรงงาน ในประเทศไทย ของกลุ่มนักลงทุนระดับ 5 เสือสิ่งทอของโลก ปัจจุบันมีเครือข่ายพัฒนามาเป็นกลุ่มคลัสเตอร์สิ่งทอชัยภูมิสู่สากล มีสมาชิกกลุ่มเครือข่ายโรงงานรวม 21 โรง กลุ่มวิสาหกิจสิ่งทอชุมชน กว่า 23 ราย

  นางโชษิตา กล่าวว่า นักลงทุนที่มีแผนการขยายการลงทุนในพื้นที่เดิมในจ.ชัยภูมิ และประเทศไทยอีกจำนวนมากในปีนี้ เริ่มมีการชะลอตัวและหันไปเลือกใช้ขยายฐานการผลิตในพื้นที่แถบประเทศจีน และเวียดนามแทน เราได้แต่หวังว่าสถานการณ์การชุมนุมที่ขยายวงมาสู่หัวเมืองมากขึ้นนั้นจะไม่รุนแรงมากไปกว่านี้อีก เพราะกระทบด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติตามมาอีกจำนวนมากอย่างเลี่ยงไม่ได้

  นายธีวรา  วิตนากร กรรมการบริหารบริษัทไฮ-เทค ชัยภูมิ แอพพาเรล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าเพื่อส่งออกรายใหญ่หนึ่งใน 5 เสือของจ.ชัยภูมิ และมีแรงงานในระบบมากกว่า 5,000 คน เปิดเผยว่า ขณะนี้ด้านปัญหาการชุมนุมในประเทศ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศ ที่เริ่มหันไปขยายฐานการลงทุนในแถบประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และมีแผนชะลอการลงทุนในเมืองไทยไว้ก่อนจำนวนมาก ปัจจัยสำคัญ ที่น่าห่วงที่สุดคือการปิดเส้นทางจราจร การขนส่งระหว่างประเทศ สนามบิน ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะมีผลกระทบภาคอุตสาหกรรมอื่นๆไม่เฉพาะแต่ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วย

จี้รัฐบาลหาทางออกปัญหาการเมือง-หวั่นท่องเที่ยวชม.เสียหายพันล้าน

 นายสมฤทธิ์ ไหคำ นายกสมาคมมัคคุเทศก์จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับ"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า  สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่มีทีท่ายุติทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายและภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบไม่เฉพาะการท่องเที่ยวเท่านั้น  ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน  แม้บรรยากาศการท่องเที่ยวไตรมาสที่ 2 ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติตกค้างอยู่เพราะจองไว้ล่วงหน้า แต่หลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไปกว่า 90%  และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมียอดจองจากนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้ามาในช่วงไตรมาสที่ 3  เพราะรัฐบาลหลายประเทศประกาศเตือนพลเมืองของตนเองให้งดเว้นเดินทางมาประเทศไทย   ล่าสุดมีรัฐบาลถึง 49 ประเทศแล้วที่ประกาศเตือนนักท่องเที่ยว

 สมาคมฯคาดว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปไตรมาสที่ 3 ซึ่งเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปทั้งหมด  หากรัฐบาลไม่เร่งหาทางออกให้เร็วที่สุดปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อยาวนานออกไปจนถึงไตรมาสที่ 4  ประเมินว่าจ.เชียงใหม่อาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท  เพราะสถานการณ์ในภาคท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเวลานี้เริ่มส่งสัญญาณวิกฤติอีกครั้งทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาไม่นาน  อาจเห็นภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเลิกจ้างหรือปลดพนักงานกลับมาอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งสถานประกอบการหลายแห่งเริ่มเตรียมแผนรองรับไว้แล้วหากยังไม่มีอะไรดีขึ้น

 นายสมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า   ปัจจุบันมัคคุเทศก์เริ่มไม่มีงานทำเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง หลายคนหันไปทำอาชีพเสริมหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น ขายตรง ทำสวนทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ   รวมทั้งหันไปรับทัวร์ในประเทศ หรือ นำนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้มีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ตาม

 "อยากวิงวอนให้ทุกฝ่าย เร่งยุติปัญหาโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ และหากปัญหายุติภายใน 3 หรือ 6 เดือน ผู้ประกอบการพร้อมเดินหน้าทำโปรโมชั่นใหม่ดึงนักท่องเที่ยวกลับมา  บรรยากาศการท่องเที่ยวอาจฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้  รวมทั้งอยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเยี่ยวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ในปีนี้ ทั้งมาตรการด้านภาษี หรือ ลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง ที่ต้องจ่าย 5%"นายสมฤทธิ์กล่าว

มูลนิธิแรงงานเสนอรัฐเร่งช่วยแรงงานราชประสงค์-สีลม

 มูลนิธิแรงงานสมศักดิ์ โกศัยสุข และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จัดเสวนา “จุดยืนแรงงานไทยจะก้าวไปทางไหนในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยนายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานแยกราชประสงค์และสีลมจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน และตัวเลขยังไม่นิ่งเพราะสถานการณ์ยังไม่ยุติ ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงานประเมินไว้กว่า 10,000 คน โดยแรงงานที่ได้รับผลกระทบแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ แรงงานที่อยู่ในระบบ แรงงานที่อยู่นอกระบบ และแรงงานที่รับจ้างเหมาช่วง ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือแรงงานที่อยู่นอกระบบและเหมาช่วง ได้แก่ พ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้า นวดแผนโบราณ เพราะไม่มีสิทธิประกันสังคมดูแลเหมือนแรงงานที่อยู่ในระบบ

 "แต่แม้จะเป็นพนักงานที่อยู่ในระบบแต่ก็ประสบปัญหาเหมือนกัน เช่น พนักงานโรงแรม ซึ่งมีอยู่เพียงจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระบบ เนื่องจากมีฐานเงินเดือนที่น้อยมาก แต่จะได้รายได้ดีจากเงินพิเศษ และอีกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่โรงแรมจ้างแบบระยะสั้นในช่วงเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเข้าพักจำนวนมาก ก็ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งการแก้ปัญหานั้น รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ โดยกำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นระยะเร่งด่วนนี้ ขอให้จัดหางบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ส่วนระยะยาวต้องกำหนดมาตรการต่อไป"