ข่าว

 "สมิทธ"ระบุโลกร้อนแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง

"สมิทธ"ระบุโลกร้อนแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง

28 เม.ย. 2553

คาดการณ์ปีหน้าร้อนหนัก เตือนเตรียมรับมือคลื่นความร้อนอาจส่งผลถึงตาย จี้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นสัญญาณเตือนการล่มสลายของโลก

ที่โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 เมษายน นายวิทยา กามนต์ รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการ "เติมน้ำ ต้านแล้ง" ที่จัดขึ้นโดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนักธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมฟังการสัมมนากว่า 200 คน โดยมี ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา และ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการส่วนอุทกวิทยากรมชลประทาน เป็นผู้บรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของการเกิดภัยแล้ง รวมถึงแนวทางในการรับมือและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

 ดร.สมิทธเปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทย ที่ จ.ลำปาง อุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็อุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าสภาพอากาศต่อจากนี้ไปจะมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะการที่อุณหภูมิสูงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป ตามหลักวิชาการจะทำให้เกิดคลื่นความร้อน หรือที่เรียกว่า "ฮีทเวฟ"  ทำให้คนที่ได้รับคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตบ้างแล้ว และหากสภาพอากาศยังเป็นในลักษณะนี้ยาวไปถึงปีหน้า ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น

 ดร.สมิทธกล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากพลเมืองโลกและการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นกันทั่วโลก ส่งผลให้อุณหภูมิที่ห่อหุ้มโลกสูงขึ้น สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อันดับแรกทุกคนจะต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้มากที่สุด และช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น 
 "หากทุกคนยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้แนวโน้มความรุนแรงของสภาพอากาศจะยิ่งสูงขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะในปี 2554 ที่กำลังจะมาถึงจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ก็ยิ่งจะทำให้สภาพอากาศเลวร้ายและประชาชนจะต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงมากขึ้นอีก" ดร.สมิทธกล่าว

 ดร.สมิทธกล่าวอีกว่า เหตุแผ่นดินไหวในหลายประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้จะไม่ได้มีสาเหตุมาจากสภาวะโลกร้อน แต่ก็มีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญเช่นกัน เนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจจะเกิดคลื่นสึนามิในบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทยได้ ดังนั้นการจัดทำระบบเตือนภัยต่างๆ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมไว้อย่างดี และประชาชนเองก็ต้องมีความตื่นตัวที่จะเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

  "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดในหลายประเทศนั้น แสดงให้เห็นว่าจุดจบของโลกใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งมีสถาบันต่างๆ จากหลายประเทศคาดการณ์ว่า โอกาสที่จะเกิดการล่มสลายของโลกจะเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้" ดร.สมิทธกล่าว  

 ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ ได้เกิดลมพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนนี้ ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านและสวนยางพาราได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนทางจังหวัดต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

 นายเสริม ไชยณรงค์ รองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหาย 500 หลังคาเรือน ใน อ.คูเมือง อ.สตึก อ.พลับพลาชัย อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย อ.ประโคนชัย และ อ.นางรอง อีกตั้งยังมีต้นยางพาราของเกษตรกรใน อ.สตึก ถูกกระแสลมพัดหักโค่น ได้รับความเสียหายอีกกว่า 60 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ล่าสุดได้นำข้อมูลเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากวาตภัยแล้ว เพื่อที่จะได้อนุมัติเงินออกมาช่วยเหลือชาวบ้าน