
"สมิทธ"ระบุโลกร้อนแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง
คาดการณ์ปีหน้าร้อนหนัก เตือนเตรียมรับมือคลื่นความร้อนอาจส่งผลถึงตาย จี้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นสัญญาณเตือนการล่มสลายของโลก
ที่โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 เมษายน นายวิทยา กามนต์ รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการ "เติมน้ำ ต้านแล้ง" ที่จัดขึ้นโดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนักธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมฟังการสัมมนากว่า 200 คน โดยมี ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา และ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการส่วนอุทกวิทยากรมชลประทาน เป็นผู้บรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของการเกิดภัยแล้ง รวมถึงแนวทางในการรับมือและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ดร.สมิทธเปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทย ที่ จ.ลำปาง อุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็อุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าสภาพอากาศต่อจากนี้ไปจะมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะการที่อุณหภูมิสูงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป ตามหลักวิชาการจะทำให้เกิดคลื่นความร้อน หรือที่เรียกว่า "ฮีทเวฟ" ทำให้คนที่ได้รับคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตบ้างแล้ว และหากสภาพอากาศยังเป็นในลักษณะนี้ยาวไปถึงปีหน้า ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ดร.สมิทธกล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากพลเมืองโลกและการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นกันทั่วโลก ส่งผลให้อุณหภูมิที่ห่อหุ้มโลกสูงขึ้น สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อันดับแรกทุกคนจะต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้มากที่สุด และช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น
"หากทุกคนยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้แนวโน้มความรุนแรงของสภาพอากาศจะยิ่งสูงขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะในปี 2554 ที่กำลังจะมาถึงจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ก็ยิ่งจะทำให้สภาพอากาศเลวร้ายและประชาชนจะต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงมากขึ้นอีก" ดร.สมิทธกล่าว
ดร.สมิทธกล่าวอีกว่า เหตุแผ่นดินไหวในหลายประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้จะไม่ได้มีสาเหตุมาจากสภาวะโลกร้อน แต่ก็มีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญเช่นกัน เนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจจะเกิดคลื่นสึนามิในบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทยได้ ดังนั้นการจัดทำระบบเตือนภัยต่างๆ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมไว้อย่างดี และประชาชนเองก็ต้องมีความตื่นตัวที่จะเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดในหลายประเทศนั้น แสดงให้เห็นว่าจุดจบของโลกใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งมีสถาบันต่างๆ จากหลายประเทศคาดการณ์ว่า โอกาสที่จะเกิดการล่มสลายของโลกจะเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้" ดร.สมิทธกล่าว
ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ ได้เกิดลมพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนนี้ ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านและสวนยางพาราได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนทางจังหวัดต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
นายเสริม ไชยณรงค์ รองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหาย 500 หลังคาเรือน ใน อ.คูเมือง อ.สตึก อ.พลับพลาชัย อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย อ.ประโคนชัย และ อ.นางรอง อีกตั้งยังมีต้นยางพาราของเกษตรกรใน อ.สตึก ถูกกระแสลมพัดหักโค่น ได้รับความเสียหายอีกกว่า 60 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ล่าสุดได้นำข้อมูลเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากวาตภัยแล้ว เพื่อที่จะได้อนุมัติเงินออกมาช่วยเหลือชาวบ้าน



