
"จุมพล"ทดลองงานผบ.ตร.
ณ วันนี้ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ทบทวนบทบาทว่าปัญหาของกลุ่มเสื้อแดงที่ป่วนบ้านป่วนเมืองขณะนี้ รวมถึงองค์ประกอบโดยรวมในทำนองว่าติดขัดตรงไหนบ้าง
จึงทำให้กระแสสังคมเริ่มตีกลับไปยัง สตช. โดยเฉพาะประโยคที่ฮิตติดปากว่า “เกียร์ว่าง” ไม่เอาจริงเอาจังกับสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของ “ตำรวจมะเขือเทศ”
จึงทำให้ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง นั่งเป็น ผอ.ศอฉ. และเป็นผู้กำกับดูแล สตช. ด้วยตนเอง จึงได้มีการเรียกประชุมผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1-7 และ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เพื่อปรับทัศนะการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
หลายคนจับตามองการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่อเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงปฏิบัติการ “ท้าทาย” อำนาจรัฐ อย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง
ทั้งๆ ที่ยามนี้อยู่ในช่วงของการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) โดยมีโทษสูงสุดคือจำคุก 2 ปี และ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท
การปฏิบัติการ “เย้ยหยัน” ของกลุ่มคนเสื้อแดง จึงถูกตั้งคำถามขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ว่าเหตุใด สตช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ถือกฎหมายโดยตรง แต่กลับไม่ยอมใช้กฎหมายที่มีอยู่ “ฟัน” กลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดความหลาบจำ มีแต่ความ “นิ่ง-เฉย” ของ สตช.
จนทำให้วันนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงเกิดอาการได้ใจ และทำตัว “ฮึกเหิม” เหมือนเป็นคนถือกฎหมายบ้านเมืองเสียเอง โดยเฉพาะการตั้งด่านตรวจค้นประชาชนที่สัญจรไป-มา ตามท้องถนนจนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
หากจะพูดว่าเป็นการ “ขันนอต” ครั้งสำคัญต่อการแก้ไขสถานการณ์ก็ว่าได้ เพราะหากย้อนกลับไปดูการแก้ไขสถานการณ์ของ สตช. ในแต่ละครั้ง จะไม่ทันเกมของกลุ่มคนเสื้อแดงเลย
โดยเฉพาะการบุกเข้าไปชาร์จ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผู้ต้องหาคดีหมายจับ 1 ใน 24 คน ของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ย่านรามอินทรา แม้จะมีการจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ 191 อย่างดีเข้าไป แต่สุดท้ายเกิด “ข่าวรั่ว” ส่งผลให้นายอริสมันต์ สามารถหลบหนีการจับกุมไปได้อย่างหวุดหวิด
รวมถึงคดี “ปาระเบิด” ที่ชุกมากในช่วงนี้ สตช.ก็ไม่สามารถ “แกะรอย” จับกุมผู้ก่อเหตุ หรือ ผู้อยู่เบื้องหลังได้เลยแม้แต่รายเดียว
ทั้งๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้ และถ้ารวมไปถึงการตั้งด่านจุดตรวจกว่าหลายร้อยจุดในพื้นที่ กทม.ด้วยแล้ว ถือว่าการทำงานของ สตช. มีความล้มเหลวไปกว่าครึ่ง ไม่ทันกาลต่อการแก้ไขปัญหา
เวลานี้ทำได้เพียงปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดง หรือ กลุ่มก่อการร้าย ที่ผุดขึ้นมาในยามนี้มีอิทธิพลเหนือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือ นักรบสีกากี
แต่ขณะเดียวกันความล้มเหลวที่ผ่านมาของ สตช. ก็มีเรื่องดีให้ชื่นชมบ้าง หลังการเข้าไปชาร์จ นายเมธี อมรวุฒิกุล ที่บ้านพักย่านคลองสาน พร้อมอาวุธสงครามของทางราชการที่ขโมยมาช่วงเหตุการณ์ชุลมุนปะทะกันระหว่าง “ทหาร-กลุ่มคนเสื้อแดง-กองกำลังติดอาวุธ” ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน เพราะคำให้การของ นายเมธี เป็นประโยชน์ที่อาจจะสามารถ “คลี่คลาย” เหตุการณ์การปะทะกันเมื่อครั้งที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขีดเส้นให้เวลา 3 วัน กับ สตช. โดยผ่านการสั่งการตรงกับ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรก.ผบ.ตร.) ในการเร่งรัดคดีที่ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ดในเวลานี้ รวมถึงการจับกุมแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้ง 24 คน ตามหมายจับที่ออกมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนที่จะมารายงานความคืบหน้าให้ได้รับทราบในวันที่ 29 เมษายน
ในยามนี้ การเร่งรัดคดีความต่างๆ ที่นายกรัฐมนตรีสั่งตรงกับ พล.ต.อ.ปทีป จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะผ่านด่านได้ตามวันเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องการหรือไม่
ซึ่งใครก็ต้องบอกว่า "รอดยาก"
แม้กระทั่ง นายสุเทพ ที่รอจังหวะเปลี่ยนม้ากลางศึกไว้แล้ว ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. (ตท.10 ) เป็นเพื่อนของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ได้เข้ามา "ทดลองงาน" แก้ไขปัญหากลุ่มเสื้อแดงมาแล้วระยะหนึ่ง
งานนี้จะเป็นตัวจริงหรือปลอม รอการพิสูจน์ผลงานเช่นกัน
ทีมข่าวความมั่นคง



