
ครม.ไฟเขียวมาตรการเยียวยาผลกระทบม็อบแดง
ปล่อยกู้ธุรกิจรายละไม่เกิน 3 ล้าน ให้ผ่อน 5 ปี ส่วนลูกจ้างงัด 5 มาตรการเข้าช่วยเหลือ มีทั้งจ่ายเงินชดเชย ลดหย่อนภาษีเงินได้ งดส่งเงินกองทุนทดแทนแรงงาน
ความคืบหน้าการเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยและกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในพื้นที่บริเวณผ่านฟ้าลีลาศ แยกราชประสงค์ และสุขุมวิทนั้น เมื่อเวลา วันที่ 27 เมษายน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือให้ได้รับเงินกู้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ให้กู้ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 3% ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ 5 ปี โดยผ่อนผันเงินต้นให้ในปีแรก
ส่วนความช่วยเหลือด้านภาษี ครม.อนุมัติให้ผู้ประกอบการผ่อนผันชำระภาษีนิติบุคคลได้จนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ จากปกติทุกปีต้องชำระในเดือนสิงหาคม ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่อนผันให้ชำระได้หลังการชุมนุมยุติแล้ว 2 เดือน จากปกติต้องชำระทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และผ่อนผันให้ชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้หลังการชุมนุมยุติแล้ว 2 เดือน จากปกติต้องชำระทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ขณะที่ลูกจ้างรายวัน ครม.ได้มีมติให้ช่วยเหลือลูกจ้างถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบว่าจะดำเนินการอย่างไร
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติกรอบการช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยให้ขยายการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ในหลายพื้นที่ที่มีการชุมนุม ทั้งบริเวณแยกราชประสงค์ เขตปทุมวัน ย่านสีลม ย่านราชดำเนิน ตลอดจนย่านสุขุมวิท ที่มีผู้ชุมนุมเคลื่อนไปปิดล้อมบ้านนายกรัฐมนตรี
ส่วนมาตรการช่วยเหลือในส่วนของกระทรวงแรงงาน หากเป็นสถานประกอบการจะเสนอให้ ครม.ขยายระยะเวลาในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมออกไปอีก 180 วัน และในส่วนที่นายจ้างหรือสถานประกอบการปิดงาน จนขาดรายได้ ก็สามารถใช้มาตรา 75 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในการจ่ายค่าจ้างร้อยละ 75 ของอัตราค่าจ้าง และในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 รัฐบาลจะเป็นผู้จ่าย โดยอัตราการจ่ายเงินจะยึดที่ฐานเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท และจ่ายค่าชดเชยไม่เกิน 3,750 บาท ลดหลั่นลงไปตามฐานเงินเดือนและลักษณะการได้รับผลกระทบ
"ในวันที่ 28 เมษายนนี้ กระทรวงจะมีการประชุมเพื่อหามาตรการที่ชัดเจนและประเมินสถานการณ์ร่วมกันเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ" นายไพฑูรย์กล่าว
ด้านนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมเป็นต้นมานั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ พนักงาน ลูกจ้าง รวมถึงลูกหนี้ธนาคารที่ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพและความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ลดลงหรือไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้เนื่องจากถูกลดเงินเดือน ค่าจ้าง ถูกเลิกจ้าง หรือผู้ที่รับผิดชอบในการชำระหนี้เงินกู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
“ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีบ้านเป็นของตนเอง ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองดังกล่าว จึงได้ออก 3 มาตรการ ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และลูกหนี้สวัสดิการ ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้ที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ชุมนุม หรือได้รับผลกระทบต่อรายได้" นายขรรค์กล่าว
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย มาตรการที่ 1 ให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ประจำเดือนบวกเงินต้น 100 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน มาตรการที่ 2 ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้าสวัสดิการให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปีที่ 1-2 เท่ากับเอ็มอาร์อาร์ ลบ 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 1.00% ต่อปี และสำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปีที่ 1-2 เท่ากับเอ็มอาร์อาร์ ลบ 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับเอ็มอาร์อาร์ ลบ 1.00% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 0.50% ต่อปี ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ธอส. เท่ากับ 6.50% กรณีหลักประกันเป็นอาคารพาณิชย์หรือวัตถุประสงค์ชำระหนี้หรือซื้ออุปกรณ์ฯ ให้เปลี่ยนไปใช้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดใช้ในปัจจุบัน (แล้วแต่กรณี) ลบ 1.00% เป็นระยะเวลา 1 ปี และมาตรการที่ 3 ขยายระยะเวลาการกู้ เพื่อให้เงินงวดผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง โดยลูกค้าสามารถติดต่อยื่นคำขอใช้มาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 กรกฎาคมนี้
ส่วนคุณสมบัติลูกหนี้ที่มีสิทธิใช้มาตรการดังกล่าวจะต้องเป็นลูกหนี้ธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ถูกลดเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ ลดลง หรือถูกเลิกจ้าง (ตกงาน) เป็นต้น โดยลูกหนี้ต้องแสดงเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร.0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th
รายงานข่าวระบุว่า การเยียวยาของรัฐบาลจะมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนพนักงานและลูกจ้างของกิจการที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์และผ่านฟ้าฯ กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วจึงเห็นสมควรกำหนดมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมดังนี้
1.การขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ซึ่งจะยื่นแบบชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และต้องยื่นชำระภาษีภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 โดยต้องเป็นรายที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการที่กระทรวงการคลังจะได้จัดตั้ง กรมสรรพากรจะขยายเวลาให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553
2.การขยายระยะเวลายื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ซึ่งปกติกำหนดให้ชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เห็นสมควรขยายการยื่นแบบออกไป 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดการชุมนุม โดยจะมีการพิจารณาสำหรับการยื่นคำร้องเฉพาะราย 3.การขยายระยะเวลายื่นแบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3) ซึ่งปกติกำหนดให้ชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เห็นสมควรการขยายการยื่นแบบออกไป 2 เดือน นับจากวันสิ้นสุดการชุมนุม โดยจะมีการพิจารณาสำหรับการยื่นคำร้องเฉพาะราย
ส่วนมาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องนั้น กระทรวงการคลังได้พิจารณาในส่วนมาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอีแล้ว เห็นควรให้ความช่วยเหลือเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีย่านราชประสงค์ โดยใช้หลักการในทำนองเดียวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ มีรายละเอียดของโครงการ ดังนี้ ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ปล่อยสินเชื่อวงเงินรวม 5,000 ล้านบาท แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและมีสถานประกอบการอยู่ในเขตพื้นที่ราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ
โดยเป็นการให้เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 3% ต่อปี ซึ่งปีแรกจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้น 1 ปี โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ธพว.ในการอนุมัติสินเชื่อต่อราย มีระยะเวลาสิ้นสุดวันรับขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 หรือเมื่อเต็มวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท
ส่วนมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้างของกิจการที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย 5 มาตรการ ได้แก่ 1.พนักงานหรือลูกจ้างที่ถูกให้ออกจากงาน หรือยุติการจ้างรายวันหรือชั่วคราวขอให้รัฐเป็นผู้จ่ายเงินชดเชย โดยใช้ค่าเฉลี่ยรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของเดือนมีนาคมเป็นเกณฑ์ 2.พนักงานหรือลูกจ้างที่ขาดรายได้จากส่วนแบ่งจากการขายและบริการหรือคอมมิชชั่น ขอให้รัฐเป็นผู้จ่ายชดเชย โดยใช้ค่าเฉลี่ยรายได้ที่เกิดขึ้นจริงเดือนมีนาคมเป็นเกณฑ์
3.พนักงานหรือลูกจ้างที่นายจ้างยังคงรักษาสภาพการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างและยังคงจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างปกติ ขอให้รัฐพิจารณาสนับสนุนแก่นายจ้าง โดยให้คิดจำนวนวันที่รัฐให้เงินสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนจนกระทั่งการชุมนุมสิ้นสุด หากรัฐมิสามารถจัดสรรเงินสนับสนุนดังกล่าว ให้กิจการตั้งเป็นยอดเครดิตเพื่อหักกับการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและหรือภาษีนิติบุคคลที่กิจการต้องนำส่งในอนาคต 4.หากไม่สามารถชดเชยหรือให้การสนับสนุนได้ขอให้พิจารณายกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือเพิ่มค่าลดหย่อนแก่พนักงานและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงสำหรับปีภาษี 2553 และ 5.ยกเว้นการหักเงินประกันสังคมสำหรับพนักงานและลูกจ้างและงดการนำส่งเงินกองทุนทดแทนแรงงานสำหรับช่วงระยะเวลาที่เกิดการชุมนุม



